ไก่ใส่พลัม... รสชาติลูกหม่อน ความอร่อยของไก่ใส่พลัม และความไพเราะแห่งเสียงทาร์

 

 

 

 

 

อะไรคือความหมายของชีวิตที่ทำให้มนุษย์อยากยืนอยู่บนโลกนี้?

 

...

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องหนึ่งที่ชวนให้ขบคิดไปกับนัยยะของหนังอย่างหนักหน่วง

หนังดังกล่าว เป็นหนังอิหร่านรางวัลปาล์มทองคำของเมืองคานส์เมื่อปี 1997 ที่มีชื่อว่า A Taste of Cherry กำกับโดยผู้กำกับชั้นครูที่นิยมทำหนังเข้าใจยากแต่ลึกซึ้งอย่าง อับบาส เคียรอสตามี

  

 

หนังเรื่องนี้ บอกเล่าถึงชายวัยกลางคนชาวอิหร่านผู้หนึ่ง กำลังมองหาใครสักคนมาปฏิบัติภารกิจให้กับเขา ด้วยค่าตอบแทนที่ชายวัยกลางคนสัญญาว่า คุ้มค่าแน่นอน(ตอนต้นเรื่อง ภารกิจนี้ยังถูกปิดเป็นความลับอยู่)

ปรากฏว่า มีบุคคลอยู่สามคน ที่เขาเลือกมาพูดคุยเพื่อพิจารณาว่าจะทำงานนี้ได้ไหม? ได้แก่ นายทหารหนุ่มขี้อายชาวเคิร์ด นักศึกษาศาสนาชาวอัฟกัน และนักสตัฟฟ์สัตว์ชาวอาเซอรี(ชาวเตอร์กที่อยู่ทางตอนตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่าน)

และแล้วหนังก็ค่อยๆเปลือยเนื้อหาออกมาว่า ชายผู้นี้ต้องการฆ่าตัวตาย(โดยที่ในเรื่องไม่ยอมเปิดเผยว่าทำไมเขาต้องการเช่นนั้น) แล้วเขาอยากว่าจ้างใครสักคนมาช่วยฝังศพของเขา!

ทหารหนุ่มขี้อายปฏิเสธ เช่นเดียวกันกับนักศึกษาศาสนาที่ออกตัวว่า การกระทำเช่นนี้ผิดวัตถุประสงค์ของศาสนาตน หวยจึงออกมาที่นักสตัฟฟ์สัตวที่ยินยอมรับงานนี้เพราะว่า เขาต้องการเงินมารักษาแม่ที่ป่วย

สุดท้ายหนังไม่ได้อธิบายว่าชายวัยกลางคนฆ่าตัวตายได้สำเร็จหรือไม่อย่างไร แต่ที่น่าสนใจก็คือ คำทัดทานของนักสตัฟฟ์สัตว์ เขาเตือนให้ชายวัยกลางคนคิดเรื่องนี้ให้จงดี เพราะในอดีต ชายชาวอาเซอรี่ผู้นี้เคยคิดจะฆ่าตัวตายเช่นกัน แต่ต้องเปลี่ยนความคิด เหตุเพราะว่าเขาได้ทานลูกหม่อนที่แสนอร่อย...

รสชาติของลูกหม่อนในที่นี้ จึงอาจจะมองได้ว่า เป็นสัญลักษณ์ของ สิ่งที่เรียกว่า ความหมายของชีวิต อันเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์ลืมความเส็งเคร็งของชีวิต แล้วเดินต่อไปอย่างมีความหวัง

 

 

 

ผมดูหนังเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว แต่กลับมานึกถึงประเด็นที่จั่วไว้บนสุดของบทความนี้ก็เพราะตะกอนความคิดที่ตกค้างอยู่ในหัวกลับมาสั่นไหวอีกครั้งหลังจากที่ได้มีโอกาสอ่านนิยายภาพ(Graphic Novel) ที่มีชื่อว่า “ไก่ใส่พลัม” (Poulet Aux Prunes พิมพ์เมื่อปี 2006) ผลงานของ มาร์จอเน่ ซาทราพิ (Marjane Satrapi) นักเขียนหญิงชาวอิหร่านที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส

ไม่ทราบว่าพรสวรรค์ความเป็นนักเล่าเรื่องชั้นดีของชาวเปอร์เชียนหรือชาวอิหร่านเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพชนหรือเปล่า เพราะแม้ว่า จะมีข้อจำกัดในการเล่าเรื่องเพียงใด ชนชาวอิหร่านก็สามารถผลิตเรื่องเล่าชั้นดีออกมาได้ นับตั้งแต่สมัยนิทาน “อาหรับราตรี” นิทานที่เล่าโดยเชเฮราซาด มเหสีของสุลต่านชาร์ยาร์ กษัตริย์แห่งเปอร์เซีย เธอจำต้องเล่านิทานเพื่อเอาตัวรอดจากกษัตริย์ผู้โหดร้ายถึงหนึ่งพันหนึ่งราตรีจนรอดชีวิตกลายเป็นราชินีของอาญาจักรเปอร์เชียในที่สุด ทำให้ทั่วโลกได้รู้จักกับนิทานสนุกๆอย่างเช่น อาละดิน, อาลีบาบา หรือซินแบด เป็นต้น

พอมาถึงยุคที่ประเทศอิหร่านเป็นรัฐอิสลามที่ค่อนข้างเคร่งครัด ผู้คนดำเนินชีวิตประจำวันอยู่ภายใต้กฏศาสนาอิสลามที่เริ่มต้นหลังจากการโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลงในปีค.ศ.1979 แล้วอยาตุลเลาะห์ โคมัยนีขึ้นเป็นผู้นำในรูปแบบรัฐศาสนา แม้แต่การทำหนังในประเทศยังมีกฎเกณฑ์ที่แสนเข้มงวด แต่ก็ยังมีผู้กำกับหนังมากมายที่ทำหนังภายใต้ข้อจำกัดนั้นแต่ก็มีชื่อเสียงในระดับโลกอย่างเช่น อับบาส เคียรอสตามี, โมเชน มัคคาบาฟ และอีกมากมาย

ในยุคเดียวกันนี้ ในมุมของนักเขียนการ์ตูน ก็ได้มีนักผลิตเรื่องเล่าชั้นดีอย่าง มาร์จอเน่ ซาทราพิ ที่สร้างชื่อมาจากนิยายภาพเรื่อง แพร์ซโพลิส(Persipolis) ซึ่งหยิบเอาเรื่องราวของตัวผู้เขียน กับการเผชิญชีวิตตั้งแต่เล็กจนโตที่ประสบกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่าน ตั้งแต่สมัยการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 จากวิถีชีวิตที่รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกจ๋าในสมัยพระเจ้าชาห์ในช่วงก่อนหน้านี้ มาสู่วิถีปฏิบัติตามแบบมุสลิมอันเคร่งครัดในรัฐอิสลาม เนื้อหาแสบๆคันๆ เหน็บกัดวิถีแบบรัฐอิสลามที่ต่อต้านความเป็นอเมริกันสุดลิ่มทิ่มประตู จนเป็นที่พูดถึงในวงกว้างแล้วนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในเวลาต่อมา

“ไก่ใส่พลัม” คืองานที่น่าชมอีกชิ้นหนึ่งของมาร์จอเน่ แม้ว่าโทนของเรื่องจะไม่ได้ข้นคลั่กไปด้วยเรื่องราวเสียดสีทางการเมืองเหมือนกับ แพร์ซโพลิส แต่ความน่าสนใจของเรื่องไม่ได้ด้อยคุณค่าลงแต่อย่างไร เพราะเนื้อหาชวนตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องความหมายของชีวิตและความตายได้อย่างมีมิติ

เรารับทราบความหมายในหวานอร่อยของชีวิตจากการชิมลูกหม่อนในหนังเรื่อง A Taste of Cherry กันแล้ว คราวนี้เรามาทำท้องไปจนถึงสมองให้ว่าง แล้ววางเมนู “ไก่ใส่พลัม” ลงสู่ห้วงความคิดกันเสียหน่อย

ในนิยายภาพเรื่องนี้ ได้บอกเล่าถึงอาหารโปรดจานนี้ของ นัสเซอร์ อาลี ข่าน ตัวเอกของเรื่องผู้เป็นลุงของผู้เขียนซึ่งรู้สึกหิวอาหารอย่างเหลือทนหลังจากที่อดอาหารมาสองวันเต็มๆว่า

“เขานึกภาพอาหารสารพัดอย่างที่เขาชอบกิน สุดท้ายก็ปักหลักกับอาหารจานโปรด ไก่ใส่พลัม จานเด็ดฝีมือแม่ของเขาที่ประกอบไปด้วย ไก่ ลูกพลัม หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ ขมิ้น และหญ้าฝรั่น เสิร์ฟกินกับข้าว”

  

  

 

 

 

เรามาสำรวจเนื้อเรื่องกันดีกว่าว่าอาหารอย่าง “ไก่ใส่พลัม” จะหอมหวานน่ากิน จนสามารถยื้อชีวิตนัสเซอร์ อาลี เหมือนกับที่ “ลูกหม่อน” สร้างความหมายให้กับชีวิตของนักสตัฟฟ์สัตว์ชาวอาเซอรีหรือไม่?

เพราะในตอนนี้ อาลี เกิดความรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว...

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่กรุงเตะหะราน ประเทศอิหร่าน ในปี 1958 ขณะที่นัสเซอร์ อาลี กำลังเดินอยู่บนถนน เขาได้เดินผ่านหญิงวัยกลางคนนางหนึ่งที่เดินมากับหลานชาย

อาลีทักผู้หญิงคนนี้ว่า “คุณชื่ออิเรนใช่ไหมครับ?”

  

“ค่ะ! เอ๊ะ คุณรู้ชื่อฉันได้ยังไง”

  

“จำผมไม่ได้เหรอครับ”

  

“บอกตามตรง จำไม่ได้ค่ะ”

  

บทสนทนาในหน้าแรก คล้ายกับคำทักทายที่ไร้ความหมาย แต่กลับกลายเป็นว่า นี่คือประเด็นสำคัญ(ที่ถูกเฉลยในตอนท้ายเรื่อง)

หลังจากที่ทักทายกับหญิงวัยกลางคนแล้ว เมื่อเปิดหนังสือหน้าต่อๆไป เราจะทราบว่า นัสเซอร์ อาลี เป็นนักดนตรีชื่อดังที่กำลังค้นหาเครื่องดนตรีที่มีชื่อว่า ทาร์(เครื่องสายของอิหร่านคล้ายกับกีต้าร์)ตัวใหม่ เพราะว่าทาร์ตัวเก่าที่ว่ากันว่าเป็นสุดยอดทาร์โดนภรรยาของเขาทำพังตอนที่ทะเลาะกัน

ความพยายามค้นหาทาร์ที่เหมาะกับเขาครั้งแล้วครั้งเล่าไม่เป็นผล วันที่ 15 พฤศจิกายน 1958 อาลีจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย โดยนอนรอความตายเฉยๆ จนในวันที่ 7 เขาจึงถึงแก่ชีวิตในที่สุด

 

 

 

 

 

นี่คือบทสรุปอันรวบรัดของเนื้อเรื่องที่หากเล่าเพียงเท่านี้ ก็คงจะรู้สึกว่า ทำไมชีวิตเนื้อหาการฆ่าตัวตายของชายคนนี้ มันช่างไม่สมเหตุสมผลเสียจริง แต่หากได้ดูรายละเอียดในเรื่องแล้ว อาจจะเปลี่ยนความคิดขึ้นมาทันที เพราะผู้เขียนได้ผูกโยงเรื่องได้อย่างน่าสนใจว่า เครื่องเล่นทาร์ที่ถูกทำพังเพียงชิ้นเดียว กลับมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ลึกเสียจนทำให้เราเห็นว่า ที่มาที่ไปของครอบครัวนัสเซอร์ อาลี เป็นอย่างไร?
เรื่องเล่าพาเราย้อนกลับไปดูชีวิตอาลีในวัยหนุ่มที่เลือกที่จะเป็นนักดนตรีอันเป็นที่มาของการถูกกีดกันเรื่องความรักกับสาวงามนางหนึ่งซึ่งพ่อแม่ของเธอมองว่า นักดนตรีคืออาชีพที่ไม่มั่นคง เขาจึงไม่สามารถที่จะสมหวังในรักครั้งนั้นได้ จนในที่สุด แม่ของอาลีจึงต้องกล่อมให้เขาแต่งงานกับภรรยาคนปัจจุบันผู้ซึ่งแอบหลงรักอาลีมานาน

ด้วยความทรงจำรักฝังลึกในครั้งนั้น ทำให้เสียงดนตรีในทาร์จึงเจือไปด้วยกลิ่นของความห่วงหาอาวรณ์ในความรักโรแมนติกในอดีตของเขาตลอดเวลา

การที่ “ทาร์” ของเขาถูกภรรยาทำลาย จึงไม่ใช่เพียงการทำลาย “ทาร์” ชิ้นเอกอันเป็นเครื่องดนตรีของเขาเท่านั้น แต่เปรียบการทำร้าย “ความหมายชีวิต” ที่ผูกติดกับสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตอาลีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ว่ารายรอบตัวของอาลี จะมีการสร้างความหมายชีวิตขึ้นมาใหม่มากมาย ทั้งเรื่องการที่เขาเป็นนักดนตรีผู้มีชื่อเสียง เรื่องความผูกพันกับลูกสาวคนโปรด ไปจนถึงเรื่องปากท้องอย่างการหวนไปนึกถึงอาหารโปรดของเขาอย่าง ไก่ใส่พลัม

แต่สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อศิลปินนึกถึงเรื่องความรักที่ไม่สมหวัง และการถูกหลงลืมจากผู้หญิงที่ตนเคยรักมาก

ซึ่งก็คือหญิงวัยกลางคนที่เดินบนถนนกับหลานชายที่ปรากฏอยู่ในหน้าแรกนั่นเอง...

 

 

  

  

  

  

 

อะไรคือความหมายของชีวิตของเราที่ทำให้มนุษย์อยากยืนอยู่บนโลกนี้?

 

คำถามนี้หวนกลับมาให้คิดอีกครั้ง หลังจากที่ได้สัมผัสกับเรื่องเล่าจากดินแดนที่ห่างไกลเรามากมาย(ทั้งในแง่ระยะทาง สังคม และวัฒนธรรม) อย่างดินแดนอิหร่านทั้งสองเรื่อง

 

แม้ว่ามนุษย์เดินดินอย่างเราๆท่านๆ ไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นที่ฆ่าตัวตายแบบตัวเอกในเรื่อง แต่หากการมีโอกาสมีชีวิตอยู่บนโลกวันละ 24 ชั่วโมง แล้วตอบตัวเองไม่ได้ว่า อะไรคือ ความหมายของชีวิตเรา ก็คงจะหดหู่น่าดู

ผมเชื่อว่า ทุกคนปรารถนาที่จะลิ้มรสหวานของลูกหม่อน ความอร่อยของไก่ใส่พลัม และฟังเสียงอันไพเราะของทาร์ เช่นเดียวกันกับตัวละครในข้างต้นอยู่แล้ว

ความหมายชีวิต มันมีอยู่รอบตัว เพียงแต่ต้องหาให้เจอ อาจจะอยู่ในสิ่งเล็กๆอย่าง แผ่นซีดีเพลงโปรด ไปจนถึงสิ่งใหญ่ๆอย่าง ความฝันที่จะได้รางวัลโนเบล อาจจะอยู่ในสิ่งที่ซับซ้อนมากมายอย่าง การออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำให้โลกตะลึง ไปจนถึงสิ่งที่เรียบง่ายมากๆ อย่างการมีโอกาสได้ชิมไข่เจียวฝีมือคนที่เรารัก

จะน้อยจะมาก นี่คือกำลังใจที่ทำให้ชีวิตก้าวต่อไป...

 

 

***บทสนทนาและบทบรรยายในบทความนี้ คัดมาจาก Poulet Aux Prunes ฉบับแปลเป็นไทยในชื่อว่า ไก่ใส่พลัม ของสำนักพิมพ์กำมะหยี่ แปลโดย ณัฐพัดชา