Toky Sonata

Tokyo Sonata(2008) : ตัวโน๊ตแห่งความจริง...ของญี่ปุ่น

กำกับโดย : คิโยชิ คุโรซาวะ
นักแสดง : เทริยูกิ คางาวะ,เคียวโกะ โคะอิซึมิ, ยู โคะยานางิ

                  หนังญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่ติดหู ติดตา ประทับจิตคนส่วนใหญ่ในเมืองไทย มักจะเป็นหนังฟีลกู๊ดแบบดูแล้วอิ่มเอมใจอย่าง Always: Sunset on Third Street (2005 และ 2008),The Village Album(2005), หรือ Be With You(2004)

                ผมไม่ปฏิเสธว่าหลงรักหนังเหล่านี้เช่นกัน หนังฟีลกู๊ดเปรียบเสมือนสิ่งหอมหวานที่ปรุงแต่งให้ชีวิตหอมกรุ่น แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังก็คือ ถ้ายึดติดมากเกินไป หนังแนวนี้อาจชี้ชวนให้เราผลิตฝันจนหลงลืมโลกแห่งความเป็นจริงที่มีทั้งสีดำสีขาวหลากหลายโทนคละเคล้ากันไป

                Tokyo Sonata(2008) อาจจะเป็นทางออกหนึ่งที่ทำให้เราได้เห็นแง่มุมความจริงของชีวิตในสังคมชนชั้นกลางญี่ปุ่น...หรืออาจรวมถึงชนชั้นกลางทั่วโลก

                หนังเรื่องนี้ได้รับเสียงฮือฮาจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อเดือนพฤษภาคมปีแล้ว แถมได้รางวัล Jury Prize จากสายการประกวดของ Un Certain Regard Awards Ceremony ผู้กำกับคือ คิโยชิ คุโรซาว่า ผู้กำกับผู้ชื่นชอบการทำหนังผี(ที่พอจะคุ้นหูบ้านเราบ้างก็หนังผีอินเตอร์เน็ตที่ชื่อ Kairo ในปี 2001) แต่พอมาทำหนังดราม่า กลับเรียกเสียงประทับใจได้อย่างมากมาย

                โซนาตา เป็นบทเพลงที่ใช้สำหรับเดี่ยวเครื่องดนตรี อย่างเช่น เดี่ยวเปียโน แล้วบทเพลงโซนาตาของกรุงโตเกียว ในหนังเรื่องนี้ มันจะมีท่วงทำนองเช่นใด?

                คงต้องพิจารณาที่ตัวโน้ตในบทเพลงกระมัง...

                หนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวครอบครัวชนชั้นกลางครอบครัวหนึ่งในกรุงโตเกียว ที่ประกอบไปด้วย คุณพ่อ ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทที่ถูกเลิกจ้าง , คุณแม่ เป็นแม่บ้านสไตล์ญี่ปุ่น ผู้ค้ำจุนโครงสร้างครอบครัว ,ลูกชายคนโต ผู้กำลังค้นหาชีวิต และลูกชายคนเล็ก ที่มีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเปียโน

                ถ้าเปรียบตัวละครหลักทั้ง 4 คนเป็นตัวโน๊ตในเพลงโซนาตาของโตเกียว โน๊ตแต่ละตัวที่ว่าคงจะพยายามอธิบายสิ่งที่โตเกียว (หรือมองภาพกว้างคือ ญี่ปุ่น) กำลังเป็นอยู่

                เริ่มจากโน้ตตัวแรก คุณพ่อ ที่เพิ่งถูกไล่ออกจากงานในตอนต้นเรื่อง แล้วปิดบังครอบครัวมาตลอด แล้วหางานใหม่ไปเรื่อยๆ จนต้องยอมรับสภาพที่เปลี่ยนจากพนักงานบริษัทขายอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพมาเป็นพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำ

                โน้ตตัวนี้ กำลังบอกเล่าถึง "สภาพเศรษฐกิจ" ของญี่ปุ่นที่เกิดภาวะฟองสบู่แตกมาตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 90 ที่เราเรียกกันว่า "ทศวรรษที่หายไป"(Lost Decade) โดยในระหว่างปี 1991-1999 ญี่ปุ่นมีค่าเฉลี่ยจีดีพีเติบโตเพียงแค่ 1.5 % เท่านั้น แม้หลังปี 2000 จะกระเตื้องขึ้นมาบ้างในค่า 2% แต่ปีนี้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังย่ำแย่อีก ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย จึงเป็นที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงสำหรับพ่อบ้านชนชั้นกลาง(รวมถึงแม่บ้านเวิร์คกิ้ง วูแมน)ทั้งในญี่ปุ่น และทั่วโลก

                โน้ตตัวต่อมา คุณแม่ ซึ่งเป็นแม่บ้าน ซึ่งเปรียบเป็นตัวโน้ตที่บอกเล่า "สภาพสังคม" ในอุดมคติแบบชนชชั้นกลาง ที่จะสมบูรณ์แบบก็ต่อเมื่อ มีองค์ประกอบ พ่อแม่ลูก อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งในหนัง เธอพยายามรักษาโครงสร้างตรงนี้อย่างสุดความสามารถ แม้ว่าจะรู้ว่าสามีของเธอพยายามปกปิดความจริงว่าเขาตกงาน แต่เธอก็พยายามทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจของความเป็นพ่อบ้านของสามีไว้ รวมไปถึงการที่ต้องคอยดูแลลูกชายต่างวัยทั้งสองคน

                โน้ตตัวที่สาม ลูกชายคนโต ซึ่งอยู่ในวัยกำลังค้นหาตัวเอง โดยการสมัครใจเป็นทหารในกองกำลังต่างชาติเพื่อช่วยเหลือสหรัฐอเมริกในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ตะวันออกกลาง นี่อาจจะเป็นมุมมองที่มีต่อ "สภาพความมั่นคง" ของญี่ปุ่นที่อิงแอบมากับสหรัฐอเมริกาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดูจากฉากบทสัมภาษณ์ในหนังเรื่องนี้ดูเหมือนว่า คนรุ่นใหม่ญี่ปุ่นกำลังลังเลว่า จะไปข้างไหนดีระหว่างนโยบายด้านการทหารของสหรัฐอเมริกา(ในสมัยจอร์จ ดับเบิลยู บุช) กับการต่อต้านนโยบายนี้ ซึ่งแม้แต่ในระดับรัฐสภาญี่ปุ่น นโยบายความมั่นคงบางอย่าง อย่างเช่น กฏหมายการต่ออายุภารกิจเติมน้ำมันสนับสนุนกองทัพสหรัฐอเมริกา ยังเป็นที่ดีเบตกันในสภาไดเอ็ตอยู่ตลอด

                โน้ตตัวที่สี่ ลูกชายคนเล็กในวัยประถมศึกษา โน้ตตัวนี้ ตบหน้า "สภาพการศึกษา" ในสังคมชนชั้นกลาง ที่ต้องการผลิตคนเพื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาปกติเพื่อสร้างคนมาเป็นพนักงานเงินเดือนแบบคุณพ่อของเขา โดยไม่ได้มองความถนัดของเด็กที่อยากเป็นนักเปียโน เพราะมันอาจจะไม่ทำเงินให้พอเลี้ยงตัวเอง นอกจากนี้ ความอเน็จอนาถในระบบการศึกษาได้สะท้อนผ่านเพื่อนของเด็กน้อย ที่หนีออกจากบ้านเพราะทนความน่าเบื่อของการกวดวิชาไม่ไหว

                ท่ามกลางความไม่แน่นอนของอนาคต ตัวโน้ตแต่ละตัวเกือบทำให้โครงสร้างของความเป็นโตเกียวจะพังแหล่ มิพังแหล่ แต่หนังเรื่องนี้กลับจบลงแบบให้รู้สึกว่า แม้จะพลาดพลั้งสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ทำให้ครอบครัวนี้(ครอบครัวโตเกียว)ดำรงอยู่ได้ คือ ความเข้าใจที่มีให้กัน

                โน้ตเหล่านี้จึงสร้างให้เกิดเพลงโซนาตาของโตเกียวให้สวยงามในท้ายที่สุด

พิมพ์ครั้งแรกที่คอลัมน์ D-view แมกาซีน DLife ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 12-14 มกราคม พ.ศ.2552

 

edit @ 3 Mar 2009 19:19:38 by ณัฐกร เวียงอินทร์

edit @ 14 Sep 2009 12:33:59 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet