โลกกลมๆของ "ส้มสื่อรัก"

posted on 27 Jan 2009 15:28 by peentungdoodao in Books

ส้มสื่อรัก(The Orange Girl)

 

the orange girlสำนักพิมพ์มติชน

โยสไตน์ กอร์เดอร์ เขียน

จิระนันท์ พิตรปรีชา แปล

 

 

โลกกลมๆของ "ส้มสื่อรัก"

 

          ผมรักโยสไตน์ กอร์เดอร์ครับ

          คนชื่อแปลกๆนี้เป็นใคร เรามารู้จักกับเขากันเถอะ

          หลายคนคงร้องอ๋อโดยเฉพาะชาวตะวันตก ถ้าบอกว่าเขาผู้นี้คือนักเขียนชาวนอร์เวย์ผู้เขียนเรื่อง "โลกของโซฟี"อันลือลั่น ชนิดที่ว่าถ้าคุณไปเดินแถว ถ.ข้าวสาร เจอชนชาวหัวทอง หัวแดง ลองถามเขาดูสิว่า "คุณรู้จักหนังสือโลกของโซฟี (Sophie's World)หรือเปล่า?" เชื่อแน่ว่า ถ้าถามสักสี่ห้าคนแล้ว น่าเจอคำตอบ Yes บ้างแหละน่า...

          ตอนนี้งานของกอร์เดอร์แปลเป็นภาษาไทยอยู่หลายเรื่อง เท่าที่ผมรู้จักก็มีอยู่หลายเล่ม เช่นโลกของโซฟี(โครงการจัดพิมพ์คบไฟ),ภาพผ่านกระจกหม่นมัว(มูลนิธิโกมลคีมทอง),คริสมาสต์ปริศนา(มูลนิธิโกมลคีมทอง),สวัสดีชาวโลก(สำนักพิมพ์ฤดูร้อน),ปราสาทกบ(สำนักพิมพ์มติชน),และจดหมายรักถึงนักบุญ(สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด)

           แต่เสน่ห์อะไรล่ะ ที่ทำให้ผมหลงรักเขาเข้าให้...

          คำตอบก็คือ การเล่าเรื่องของเขาเต็มไปด้วยความรุ่มรวยจินตนาการ และสามารถทำให้เรื่องที่ยาก ซ้ำซ้อน แสนน่าเบื่อดูสนุกสนานมีชีวิตชีวา อ่านจนวางไม่ลง

          อย่างเช่น "โลกของโซฟี"กอร์เดอร์ได้นำปรัชญาของตะวันตกที่ยิ่งอ่านยิ่งงงจนไม่ต้องอ่านกันอีกในชาตินี้มาทำให้มันดูง่ายขึ้นโดยผ่านการเขียนจดหมายจากพ่อถึงลูกสาวเพื่อสอนวิชาปรัชญา แม้จะอ่านยากอยู่บ้างแต่ว่ามันยังอ่านง่ายกว่าตำราปรัชญาส่วนใหญ่ที่เอาไว้หนุนหัวนอน

          คราวนี้ เขากลับมาใช้โครงเรื่องแบบเขียนจดหมายอีกครั้งใน "ส้มสื่อรัก"(มติชน)ที่ถูกรับประกันอีกชั้นจากผู้แปลอันเยี่ยมยุทธ์อย่างคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา

          วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของจดหมายจากพ่อถึงลูกชาย แต่เป็นจดหมายที่คนอ่านได้รับในตอนที่คนเขียนไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว...กล่าวคือ คุณพ่อเขียนถึงลูกชายวัย 3 ขวบก่อนที่เขาจะจากโลกใบนี้ไป...แค่โครงเรื่องก็ชวนสนใจแล้ว

          ตอนนี้ลูกชายของเขาอายุ 15 ปีแล้ว เป็นจังหวะเดียวกันกับครอบครัวนี้ค้นพบจดหมายขนาดยาวฉบับนี้เข้าโดยบังเอิญ และลูกชายของเขาได้สิทธิ์เป็นคนแรกในการอ่านจดหมาย

          ส่วนแรกของจดหมาย เป็นเรื่องราวความรักของคุณพ่อในวัยหนุ่มที่พรหมลิขิตได้ชักนำให้มาพบกับ"สาวส้ม"และในแวบแรกนี้...เขาพบว่า ตนเองหลงรักเธอตั้งแต่แรกเห็น เขาจึงติดตามดูว่า"สาวส้ม"...ผู้หญิงของเขา นั้นเป็นใคร? รับรองว่าเรื่องราวสุขสุขซึ้งซึ้งตรึงอุราอย่างยิ่ง

          แต่อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือ อีกส่วนหนึ่งที่แทรกอยู่ระหว่างเรื่อง และมันขมวดปมในตอนสุดท้ายของหนังสือ นั่นคือ ปรัชญาในการใช้ชีวิตและการฝากคำถามถึงลูกชาย(และอาจจะรวมถึงตัวผู้อ่าน)ว่าถ้าเลือกได้...คุณจะ "เลือก"ใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่(อาจจะ)สวยงามใบนี้ หรืออาจกล่าวเพียงว่า "ไม่ล่ะ ขอบคุณ" แล้วเดินเลี่ยงออกจากโลกใบนี้อย่างเงียบๆ

          โลกใบนี้อาจเปล่งประกายสวยงามของดวงดาวดวงจันทร์ ฉายแสงสดชื่นของดวงอาทิตย์ รอบตัวเราถ้ามองให้ดี ก็มีความงามมากมายให้ยล ในขณะเดียวกัน ถ้าเลือกเกิดมาในโลกก็เท่ากับเลือกตายไปจากโลกด้วย แต่อีกตัวเลือกหนึ่งอาจจะทำให้คุณไม่ต้องเผชิญความเจ็บปวดใดของที่นี่

          ถ้ามีโอกาส...จะเลือกแบบไหนดี? แต่ตอนนี้ไม่มีโอกาสเลือก เพราะฉะนั้น คำถามที่สำคัญกว่าในตอนนี้ก็คือ จะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีคุณค่าและความสุขที่สุด?

          เหตุผลก็เพื่อที่จะสัมผัสกับความสวยงามของโลกนี้ให้มากที่สุด

          ...คงรู้นี้แล้วสินะ ว่าจะตอบอะไรดี

 

***ตีพิมพ์ครั้งแรกที่คอลัมน์ Diversity(แมกาซีน DLife) หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 17-19 กันยายน พ.ศ. 2550

 

edit @ 3 Mar 2009 19:21:03 by ณัฐกร เวียงอินทร์

edit @ 14 Sep 2009 12:33:26 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

ลิ้งไม่ไป ลองเอา Url ในหน้าเว็บเลยแล้วกัน

#3 By nine (222.123.50.10) on 2009-02-02 15:42

ฝากงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แลกเปลี่ยนกัน

เพราะ “ส้มสื่อรัก” ชักพา.. โดย กฤษิณ พาลีรักษ์
http://www.esaanvoice.net/esanvoice/know/showart.php?Category=write&No=2297

ลองอ่านดู

#2 By nine (222.123.50.10) on 2009-02-02 15:20

เอามาให้อ่านบ้างดิ๊cry

#1 By rabbitgarden (58.97.32.126) on 2009-01-31 11:22