Offside(2006)...ล้ำหน้า(ใครวะ!กำหนด)

posted on 28 Jan 2009 20:58 by peentungdoodao in Films

Offside(2006)...ล้ำหน้า(ใครวะ!กำหนด)

 

ผู้กำกับ : จาฟาร์ ปานาฮี

offside 

          เมื่อเอ่ยถึงประเทศอิหร่าน...ทุกคนรู้ดีว่า ที่นี่เป็นรัฐมุสลิมที่ค่อนข้างจะเคร่งครัด ผู้คนดำเนินชีวิตประจำวันอยู่ภายใต้กฏศาสนาอิสลามที่เริ่มต้นหลังจากการโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลงในปีค.ศ.1979 แล้วอยาตุลเลาะห์ โคมัยนีขึ้นเป็นผู้นำในรูปแบบรัฐศาสนา ทำให้อิหร่านปฏิเสธรูปแบบชีวิตของตะวันตกโดยมองว่าเป็น "พิษร้าย"ตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผม ความบันเทิงต่างๆ แม้แต่การทำหนังก็ยังมีผลกระทบ ถ้าอยากมองเห็นภาพสิ่งที่เกิดขึ้นในอิหร่านกว้างขึ้นอีกนิด อยากให้ลองดูหนังแอนิเมชั่นขาว-ดำ เรื่อง Persipolis(2006) งานของ มาจาน ซาตราปี (Marjane Satrapi) หญิงชาวอิหร่านที่ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศส หนังเรื่องนี้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอิหร่านตั้งแต่สมัยกษัตริย์ชาห์ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาจนถึงยุครัฐอิสลามได้อย่างแสบๆคันๆ

          วกกลับมาที่เรื่องการทำหนัง การสร้างหนังในโลกมุสลิมนั้น ถ้าเป็นประเทศที่เคร่งในตัวบทศาสนามากๆ จะไม่มีการอนุญาตให้สร้างหนังเลย เพราะถือว่าการสร้างหนัง ถือว่าเป็นการจำลองโลกที่สองขึ้นมา ซึ่งหน้าที่การสร้างโลกเป็นหน้าที่ของพระเจ้าเท่านั้น ทำให้การกระทำเช่นนี้ไม่เป็นการเคารพต่อพระเจ้า ในยุคที่อิหร่านปฏิวัติวัฒนธรรมใหม่ๆจึงมีโรงหนังจำนวนมากถูกเผาทิ้ง 

          อย่างไรก็ดี โคมัยนี ยังเห็นประโยชน์ของการสร้างหนังอยู่ จึงอนุญาตให้สร้างหนังเฉพาะแนวเชิดชูอุดมการณ์ที่ดีงามของอิสลามเท่านั้น

 

          แต่ต่อมา ตั้งแต่ในทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา โลกาภิวัฒน์เข้าไปทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ที่อิหร่าน วัฒนธรรมต่างๆเริ่มมีการผ่อนปรนไปบ้าง ถ้ามองเฉพาะวงการหนัง หนังอย่าง Mr.Bean,Titanic หรือ The Matrix เริ่มได้รับการอนุญาตให้เข้ามาฉายในอิหร่าน รวมไปถึงธุรกิจหนังที่ห้ามเฉพาะหนังที่มีฉากที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของชาวมุสลิม เช่น ฉากร่วมเพศ การลักขโมย การฆาตกรรม เป็นต้น

 

          แต่ถึงจะมีกฏเกณฑ์ในการสร้างหนังอย่างไร ความที่คนอิหร่านเป็นนักเล่าเรื่องชั้นยอด(ใครจะลืมวรรณกรรมอมตะอย่าง "พันหนึ่งราตรี"ได้ลง)อิหร่านก็ผลิตผู้กำกับที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาหลายคน เช่น แอบบาส เคียรอสตามี(Abbas Kiarostami) และ โมเชน มัคคาบาฟ(Mohsen Makhmalbaf)

 

          ส่วนผู้กำกับอีกคนที่สายตาของโลกกำลังจ้องมอง(จ้องมองในแง่มุมของคนทำหนังฟอร์มเล็กแต่มีคุณค่าต่อชีวิตและศิลปะนะครับ ไม่ใช่แบบอย่างหนังฮอลลี่วู๊ด มันคนละประเด็นกัน) นั่นคือ จาฟาร์ ปานาฮี(Jafar Panahi)

 

          แม้ว่าหนังของเขาทุกเรื่องจะห้ามฉายในบ้านเกิด ด้วยเหตุผลการละเมิดศีลธรรมทางศาสนา(เหมือนผู้กำกับไทยบางคนจังเลย) อย่างเช่น เรื่อง Crimson Gold (2003) ที่ตัวเอกฆ่าตัวตายในตอนจบ แต่เขาก็ยังหาญกล้าทำหนังออกมาเรื่อยๆ

 

          อย่างหนังเรื่องล่าสุดก็ได้แก่ Offside(2006) หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการที่ผู้หญิงอยากเข้าไปดูการแข่งขันฟุตบอล ในปี ค.ศ.2005 ซึ่งเป็นฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกระหว่างอิหร่านกับบาห์เรน แต่ถูกขัดขวางไม่ให้เข้าไปชม

 

          เหตุผลที่ถูกขัดขวางก็เพราะ สังคมอิหร่านมีการแยกหญิงชายออกจากกันอย่างชัดเจน แม้แต่ในการกีฬา กีฬาหญิงก็จำกัดให้แต่ฝ่ายหญิงดู ส่วนกีฬาชายก็ห้ามให้ผู้หญิงเข้าชม แต่กฏนี้ถูกผ่อนปรนไปมากในปัจจุบัน หลังจากที่อิหร่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก แล้วผู้หญิงอิหร่านจำนวน 5,000 กว่าคนได้พังรั้วสนามกีฬาเตหะรานเพื่อเข้าไปต้อนรับเหล่านักฟุตบอล

 

          กลับมาที่เนื้อหาภายในหนัง แม้ว่าผู้หญิงจะโดนห้ามเข้าไปชมฟุตบอลนัดนี้ แต่ก็มีผู้หญิงส่วนหนึ่งแอบเข้ามาได้ จึงถูกเจ้าหน้าที่สนามซึ่งเป็นทหารต้องกักกันตัวเพื่อนำไปดำเนินคดี ซึ่งเนื้อหาในหนังเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะเป็นวิวาทะกันระหว่างผู้หญิงในเรื่องที่เปรียบเสมือนภาพแสดงแทนของผู้หญิงอิหร่าน กับเหล่าทหาร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางด้านการปกครอง แต่ละคนต่างก็มีเหตุผลส่วนตัวที่ต้องปฏิบัติเช่นนี้ ฝ่ายผู้หญิงอยากดูบอลที่ชาติของตนกำลังแข่ง ส่วนฝ่ายทหารจำเป็นต้องห้าม เพราะไม่เช่นนั้น ตนจะได้รับโทษแทน

 

          คนทั้งสองพวกต่างเป็นตัวละครให้กับโครงสร้างใหญ่โครงสร้างหนึ่ง นั่นคือ โครงสร้างของกฏหมายบ้านเมือง แต่ลึกๆแล้ว คนทั้งสองพวกในหนังย่อมไม่อยากที่จะทะเลาะสักเท่าไหร่หรอก

 

          โดยเฉพาะตอนจบ ที่ทีมชาติอิหร่านชนะ คนทั้งสองกลุ่มต่างดีใจร่วมกัน กับความยินดีของชาติ

 

          กฏสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง...มีไว้แหก

 

          ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่ง...ต้องรักษาไว้ซึ่งกฏ

 

          แล้วใครเป็นคนตั้งกฏ(วะ!)?

ตีพิมพ์ครั้งแรกที่คอลัมน์ D-view แมกาซีน DLife ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 23-25 มิถุนายน พ.ศ.2551 

 

edit @ 19 Feb 2009 18:49:50 by ณัฐกร เวียงอินทร์

edit @ 14 Sep 2009 12:33:09 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet