The Compettition กับปาฏิหาริย์ในโลกของความจริง

 

ชอบดูหนังสารคดีกันไหม? เราชอบดูนะ โดยเฉพาะสารคดีที่เกี่ยวกับดนตรี หนังสารคดีแนวนี้หลายเรื่องถือได้ว่าทำเข้าขั้นระดับ "เทพ" เลยทีเดียวเชียวแหละ...

อย่างเช่น หนังเรื่อง Buena Vista Social Club (1999) ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยดนตรีแจ๊ซออกโทนหม่นๆ ของกรุงฮาวานา ประเทศคิวบา และอีกเรื่อง คือ From Mao to Mozart (1981) เป็นเรื่องราวในปี ค.ศ.1979 ช่วงนั้นจีนตี๋ใหญ่เริ่มเปิดความสัมพันธ์กับอเมริกา นักดนตรีคลาสสิกชื่อดังของอเมริกา Isaac Stern จึงเดินทางไปแดนมังกรเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางด้านดนตรี

ในงาน Bangkok Film Festival ปีนี้(ปีพ.ศ.2550) มีหนังสารคดีแนวนี้ที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่งคือ The Competition เป็นเรื่องราวของปรมาจารย์วาทยกร Lorin Maazel เขาจัดการแข่งขันทางการดนตรีเพื่อเฟ้นหาสุดยอดวาทยกรผู้เป็นที่หนึ่งในโลก แต่ที่อยากแนะนำให้ดูหนังเรื่องนี้ก็เพราะ พระเอกในเรื่องคือคนไทยเราเอง นั่นคือ คุณบัณฑิต อึ้งรังษี


 

...จะไปคาร์เนกี้ฮอลล์ได้อย่างไร ? คำตอบคือ "คุณต้องซ้อม ต้องซ้อม ต้องซ้อม" ประโยคนี้เป็นที่รู้จักกันดีตั้งแต่นักศึกษายันแม่ค้าปากคลองตลาด จนดูเหมือนว่าวรรคทองวรรคนี้จะยิ่งใหญ่เกินตัวพระเอกของเรา


 

ถ้ามารู้จักเขาเพิ่มขึ้นอีกนิดจากการดูหนังเรื่องนี้ จะเห็นว่า ช่วงที่เขาพูดประโยคนี้ออกมา เขาได้เข้าสู่รอบชิงฯซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ของสุดยอดวาทยกรโลกแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือ ก่อนที่เขาจะพูดว่า "ต้องซ้อมๆๆ" เขาทำอะไรมาบ้าง


 

จากหนังสือ "ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้" ที่เขาเขียนขึ้น ได้เล่าว่า เขามีดนตรีในหัวใจมาตั้งแต่วัยเด็ก และความคิดหนึ่งที่ติดตัวมาก็คือ การผูกความฝันไว้ในโลกของความจริงให้ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นการซ้อมของเขาค่อนข้างมีวินัยพอสมควร ช่วงที่เรียนอยู่ที่ออสเตรเลีย 3 ปี ชายผู้นี้ใช้เวลาอยู่กับดนตรีที่เขารักถึงวันละ 14 ชั่วโมง นอนเพียงวันละ 7 ชั่วโมง ความสม่ำเสมอมีวินัยเช่นนี้ ทำให้ในที่สุดเขาก็เป็นที่หนึ่งในวงการวาทยกรโลกที่คัดเลือกจากผู้เข้าแข่งขันฝีมือดีจำนวนเกือบ 500 คนจากทุกมุมโลก บนเวทีอันทรงเกียรติที่ชื่อคาร์เนกี้ฮอลล์ ณ กรุงนิวยอร์ก


 

แล้ววรรคทองที่โด่งดัง "ต้องซ้อม ต้องซ้อม ต้องซ้อม" ก็ตามมา...


 

ถ้าความหมายของคำว่าปาฏิหาริย์ มันคือการมานะพยายามทำในสิ่งที่ตนรักจนไปถึงฝั่งฝัน โลกใบนี้ของเราก็คงจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอย่างนับครั้งไม่ถ้วน...


 

เรื่องความพยายามจนเกิดปาฏิหาริย์แบบนี้มีมากมาย แต่ตัวอย่างที่คลาสสิกที่สุดที่ถูกหยิบมาพูดถึงบ่อยยิ่งกว่าการรีไซเคิลละครน้ำเน่าของไทย ก็คือ การประดิษฐ์หลอดไฟของโทมัส อัลวา เอดิสัน กว่าจะเป็นหลอดไฟได้ เขาหาวัสดุถึงพันกว่าชนิดมาทดลองทำเป็นไส้หลอดไฟ


 

เราเคยได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงว่า มีคนตาบอดคนรักการปีนเขาเป็นชีวิตจิตใจ ความฝันของเขาคือการไปยืนบนพื้นที่ที่สูงที่สุดในโลกให้ได้ แล้วในที่สุดเขาก็ทำฝันนั้นให้เป็นจริง ด้วยการไปยืนอยู่บนยอดเขาเอเวอเรสต์...


 

แล้วพวกเราล่ะ พร้อมที่จะปีนภูเขาที่อยู่ในจิตใจเพื่อสร้างปาฏิหาริย์บนโลกของความจริงหรือยัง

 

*บทความนี้เขียนขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.2550 ไม่รู้ว่าตอนนี้จะหาซีดีหนังสารคดีเรื่องนี้ได้จากที่ใด ถ้าใครพอจะทราบ รบกวนแนะนำด้วยครับ

 

**ตีพิมพ์ครั้งแรกที่คอลัมน์ Diversity แมกาซีน DLife หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 6-8 สิงหาคม พ.ศ.2550

 

edit @ 19 Feb 2009 18:46:43 by ณัฐกร เวียงอินทร์

edit @ 14 Sep 2009 12:32:08 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet