happy-go-lucky(2008)

มองโลกแง่บวกแบบคนฉลาด

 

 

                การดูหนังสักเรื่อง นอกจากจะให้ความบันเทิงแก่เราแล้ว หนังที่ดีสามารถสอนให้เราคิดตามได้อย่างสร้างสรรค์ ดัง

 เรื่องราวในชีวิตจริงและในหนังที่ผมจะเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้

 

 

                ชีวิตจริง... ขอที่นั่งบี 11 ครับ ผมจองตั๋วที่โรงภาพยนตร์ลิโด้ แถวสยามสแควร์อย่างคุ้นเคยเพราะเป็นที่ฝากตาฝากสมองไว้กับการดูหนัง ณ โรงหนังแห่งนี้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ปริญญาตรี

 

                หนังเรื่องที่จะดูคือเรื่อง happy-go-lucky ซึ่งเป็นหนังของไมค์ ลีห์ สุดยอดผู้กำกับจากเกาะอังกฤษ ในบ้านเราหนังที่พอจะคุ้นชื่อก็อย่างเช่น Vera Drake เรื่องของหญิงชราผู้ทำแท้งให้กับเด็กสาวด้วยความหวังดีและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่านี่คือ อาชญากรรม

 

                พอมาคราวนี้ เขาเปลี่ยนจากหนังโทนอารมณ์หม่นหมองในเรื่องที่แล้วๆมา กลายเป็นหนังอารมณ์สดใส

                แต่เหตุผลที่สำคัญที่อยากมาดูเรื่องนี้ก็คิอ เสียงลือเสียงเล่าอ้างในบทบาทการแสดงของ แซลลี่ ฮอว์กิน ที่กวาดรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเบอร์ลิน สมาคมนักวิจารณ์นิวยอร์ค สมาคมนักวิจารณ์ลอสแองเจลิส และโกลเด้น โกลบ อะวอร์ด แถมยังลุ้นรางวัลออสการ์อีกด้วย

 

                ขณะที่รอดูหนังเรื่องนี้ในรอบ 18.30 น.  เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า นี่เราลืมบัตรเอทีเอ็มที่เพิ่งกดเงินเมื่อกี้ไว้ที่ตู้เอทีเอ็มนี่ จากอารมณ์เรื่อยเปื่อยเปลี่ยนมาเป็นอารมณ์ร้อนรนทันที ผมวิ่งไปดูที่ตู้เอทีเอ็ม

 

                ปรากฏว่า บัตรเอทีเอ็มของผมโดนดูดเข้าตู้เรียบร้อยโรงเรียนธนาคารไปแล้ว

 

                สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดในตอนนั้น คือ การโทรไปที่ธนาคารเจ้าของบัตรเพื่อการอายัดบัตรเอทีเอ็มนั้นเสีย

 

                แต่ความโชคร้ายยังไม่จบแค่นั้น เพราะเมื่อสิ้นธุระแรกแล้ว ผมกำลังจะเข้าไปในโรงหนัง แต่หาตั๋วหนังไม่เจอ

 

                ตั๋วหนังหายไป! คงหายไปตอนรีบร้อนไปดูบัตรเอทีเอ็ม

 

                ผมเดินไปเช็คที่เค้าเตอร์ขายตั๋วและบริเวณที่เดินผ่าน แต่ไม่เห็นแม้เงา

 

                หนังกำลังจะฉายแล้ว ทำอย่างไรดี?

 

.................................

 

                ชีวิตในหนัง happy-go-lucky ... ว้า ฉันยังไม่ได้บอกลาจักรยานของฉันเลย เสียงบ่นเสียดายของป๊อบปี้(แซลลี่ ฮอว์กิน) หญิงวัย 30 ปีผู้มองโลกในแง่บวกตลอดเวลาในขณะที่เธอพบว่า รถจักรยานคู่ทุกข์คู่ยากของเธอถูกขโมยไป ซึ่งถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดกับคนอื่น คำอุทานอาจจะไม่ดูน่ารักเท่านี้ก็ได้

 

                ป๊อบปี้ เป็นหญิงสาวที่มองโลกในแง่ดีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งค่อนข้างจะขัดกับตัวละครตัวอื่นๆที่ดูจะมองโลกด้วยความแข็งกระด้างตามโครงสร้างสังคมที่แสนน่าเบื่อ ตัวละครเหล่านี้ได้เข้ามาทดสอบการมองโลกในแง่ดีของเธอตลอดทั้งเรื่อง

 

            นับจาก เรื่องหน้าที่การงานที่เธอเป็นครูสอนเด็กประถม นอกจากเธอจะสอนเด็กด้วยความมีชีวิตชีวาแล้ว ปัญหาบางอย่าง อย่างเช่น มีเด็กเกเรที่ชอบรังแกเพื่อนในชั้นเรียน เธอไม่ได้ตัดสินเด็กเกเรว่า เป็นเด็กเลว แต่เธอพยายามทำความเข้าใจเด็กคนนั้น จนในที่สุด เธอจึงมองเห็นว่า ปัญหาของเด็กที่ชอบรังแกเพื่อนมาจากไหน?

 

                เรื่องครอบครัวก็เช่นกัน เมื่อเธอถูกน้องสาวที่มีครอบครัวแล้ว ถามเธอว่า เมื่อไรจะเลิกไปงานปาร์ตี้ แล้วคิดจะมีครอบครัวเสียที เพราะเขาว่ากันว่าผู้หญิงอายุเกิน 35 ปีจะมีลูกยาก ป๊อบปี้ตอกกลับไปด้วยอารมณ์ตลกแบบใสๆว่า ไม่เป็นไร ฉันยังมีเวลาอีกตั้ง 5 ปี

 

                นอกจากนี้ยังมีตัวละครตัวอื่นๆที่น่าสนใจที่เข้ามาทดสอบการมองโลกในแง่ดีของเธอ อย่างเช่น ครูสอนขับรถสุดเฮี๊ยบ(เป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก แต่ไม่อยากจะขยายความให้ฟัง เพราะจะทำให้ท่านไปดูหนังแล้วหมดสนุก) รูมเมท นักสังคมสงเคราะห์ และคนไร้บ้าน เป็นต้น

 

แต่ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะนำเสนอการมองโลกในแง่ดี แต่ก็ไม่ได้นำพาให้ความคิดเราดูเบาโหวงด้วยการมองโลกแบบฝันๆ เพราะสิ่งที่ป๊อบปี้ปฏิบัติให้เห็นตลอดเรื่อง มันคือการแก้ปัญหาที่แสนจะจะชาญฉลาด ด้วยการเปลี่ยนมุมมองการคิดเมื่อเผชิญกับอุปสรรค

 

........................

 

                ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ผมเล่าเรื่องในหนังได้อย่างไร?

 

                สุดท้าย ผมได้เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ครับ เพราะพี่ขายตั๋วเห็นว่า หมอนี่ตั๋วหายจริงๆ เธอจึงถามว่า จำที่นั่งได้ไหม? จำได้ครับ ที่นั่งบี11” เธอจึงออกตั๋วพิเศษให้หนึ่งใบ ระบุว่า ตั๋วหาย แล้วให้ผมใช้แทนตั๋วจริง

 

                เคยได้ยินมาแต่ในเว็บบอร์ด ว่าที่นี่สร้างระบบลูกค้าสัมพันธ์ได้ดีเยี่ยม

 

                มาเจอเองกับตัว เมื่อบวกกับการดูหนังที่ชวนให้เรามองโลกในแง่ดี วันนี้จึงรู้สึกดีมากเลยครับ

 

                เขียนมาถึงบรรทัดนี้แล้ว ผมคงต้องอุทานด้วยน้ำเสียงที่แสนอารมณ์ดีว่า

 

                ว้า ฉันยังไม่ได้บอกลาบัตรเอทีเอ็มของฉันเลย

 

***พิมพ์ครั้งแรกที่คอลัมน์ D-view แมกาซีน DLife ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 2-4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552

 

 

edit @ 19 Feb 2009 18:46:10 by ณัฐกร เวียงอินทร์

edit @ 14 Sep 2009 12:31:43 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน
เพิ่งจะได้ดูหนังเรื่องนี้
เยี่ยมจริง ๆ
การมองโลกในแง่ดี ง่าย ๆ แค่นี้ก็ทำให้เรา Happy ได้นะ

#4 By back-to-basic on 2010-10-19 12:14

"ว้า ฉันยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เลย"

confused smile

#3 By rabbit (58.97.32.126) on 2009-02-18 15:45

เรามาแล้วนะ อิอิ

#2 By auiaye on 2009-02-14 22:56

บอกลาแล้วอย่าลืมอายัดบัตรด้วยล่ะ อิอิ

#1 By ๋ีjune in a moment... (124.121.66.70) on 2009-02-13 23:50