Bagdad Cafe' โลกยูโทเปีย สร้างได้...ในใจเราเอง


(งานนี้เก่ามากแล้ว แต่อยากให้ลองอ่านกันนะ)
 

ในงาน World Film Festival of Bangkok 2007 ที่เพิ่งผ่านไปนี้ มีไฮไลต์ที่น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งก็คือ การนำเอาผลงานเก่าๆ ของผู้กำกับฯระดับคลาสสิกมาให้เราได้ชมกัน หนึ่งในนั้นคือ งานของผู้กำกับฯ Percy Adlon ซึ่งมีหนังดีๆ มาฉายหลายเรื่องด้วยกัน เรื่องหนึ่งก็คือ Bagdad Cafe' (1987)


 

เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า จัสมิน หญิงเจ้าเนื้อวัยกลางคนชาวเยอรมันได้ทะเลาะกับสามีในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในอเมริกา เธอจึงแยกจากสามี แล้วเดินกลางทะเลทรายจนมาพบกับที่ร้านกาแฟพร้อมโมเต็ลชื่อ Bagdad Cafe' ที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่เวิ้งทะเลทรายอันแห้งแล้ง แต่เธอก็ตัดสินใจพักอยู่ที่นี่ทันที


 

อันว่าลักษณะของ Bagdad Cafe' ตั้งอยู่ในทะเลทรายโมจาเว ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ระหว่างลาสเวกัสและดิสนีย์แลนด์ แต่ก็ไม่ได้ดึงดูดใจให้ชาวบ้านชาวช่องเขามาแวะเวียนแม้แต่น้อย เพราะนอกจากจะอยู่กลางทะเลทรายที่ดูห่างไกลจากผู้คนแล้ว ความสกปรกของที่นี่รวมไปจนถึงอารมณ์ปรอทแตกง่ายของเจ้าของสถานที่ นั่นคือ เบรนดา ที่แม้แต่สามียังต้องหนีออกจากบ้าน...

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่า แขกของที่นี่ดูจะบางตามาก


 

ถ้าจะมีก็มีแต่แขกที่ดูหลุดโลกที่พักร่วมชายคาของ Bagdad Cafe' อย่างอดีตช่างทาสีของฮอลลีวูด, ช่างรับจ้างสักที่ดูเหมือนแต่ละวันจะไม่มีลูกค้ามาสักกับเธอเลย และนักเดินทางแบ็กแพ็กผู้เชี่ยวชาญด้านการขว้างบูมเมอแรง


 

ร้านกาแฟของเบรนดายังมีลูกของเธออีก 2 คนพักอยู่ด้วย นั่นคือ ลูกชายคนโตที่เล่นเปียโนสุดห่วยผู้มีหลานตัวเล็กๆ ให้กับเบรนดาแล้ว (แต่ไม่รู้ว่าคุณแม่ของเด็กน้อยคนนี้ไปอยู่ไหน) และลูกสาววัยเพิ่งจะแตกเนื้อสาว นอกจากนี้ยังมีบริกรชาวอินเดียนแดงอีกคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่นี่


 

ดูแค่ลักษณะคนที่อยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันคงจะนึกภาพออกว่าที่นี่คงจะวุ่นวายเป็นแน่แท้ แต่การเข้ามาของจัสมินที่นำเอาความสะอาด ความเข้าอกเข้าใจในมนุษย์ และ...มายากล (เกี่ยวอะไรด้วยเนี่ย) กลับทำให้ที่นี่มีการเปลี่ยนแปลงจากโลกสุดร้อนกลางทะเลทรายกลายเป็นโลกที่แสนสนุกสนานได้


 

ถ้ามองภาพรวมของหนังเรื่องนี้ เราจะเห็นว่ามันเป็นหนังอารมณ์ดีที่ให้กำลังใจมนุษย์อย่างเราที่อยู่บนโลกแห่งความจริง แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมื่อมองลึกถึงรายละเอียดหนัง สิ่งที่ผมมองเห็นก็คือ ที่นี่คือสังคมที่เรียกว่าโลกยูโทเปีย


 

โลกยูโทเปียคือ โลกในอุดมคติที่ทุกคนมุ่งมาดปรารถนาจะให้เป็น ซึ่งลักษณะโดยทั่วไปก็คือ ที่นั่นมีปัจจัย 4 อย่างพอเพียง ไม่มีสงคราม มนุษย์ไม่มีการแก่งแย่งชิงดีกัน ฯลฯ


 

ในแต่ละยุค แต่ละสมัย มีการพูดถึงโลกยุคยูโทเปียกันเรื่อยมา ที่คลาสสิกหน่อยก็ได้แก่ The Republic ของ Plato ที่พูดถึงรัฐที่ปกครองโดยนักปราชญ์, ยูโทเปีย ของ โทมัส มอร์ ที่พูดถึงเกาะแห่งหนึ่งที่คนที่อยู่ในนั้นมีความสุข (เป็นที่มาของคำว่ายูโทเปียที่เรารู้จักกัน), สังคมคอมมิวนิสต์ของคาร์ล มาร์กซ์ ที่ทุกคนเสมอภาคกันทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่ถ้าคุ้นหูเราหน่อย ก็ได้แก่ โลกพระศรีอาริย์และเมืองลับแลนั่นเอง


 

การที่คนเรานึกถึงโลกในอุดมคตินั้น มูลเหตุเริ่มแรกจะต้องมาจากความรู้สึกที่ว่า โลกที่อยู่ในปัจจุบันไม่ยุติธรรมสำหรับเรา มันทำให้อดคิดไม่ได้ว่า "ถ้าโลกของเราเป็นแบบนั้น แบบนี้ มันก็คงจะดีนะ" ซึ่งตัวละครแต่ละตัวในเรื่องล้วนสื่อความหมายในทางนี้ทั้งสิ้น ความอึดอัดในสภาพที่เป็นอยู่นี่แหละเป็นแรงผลักดันให้เกิดสังคมในอุดมคติขึ้น


 

การตัดขาดจากโลกภายนอกก็ดูจะเป็นอีกเงื่อนไขในการเกิดสังคมยูโทเปีย เพราะสังคมภายนอกไม่สามารถเข้าไปมีอิทธิพลในโลกยูโทเปียได้ ดูอย่างยูโทเปียของโทมัส มอร์ นครของเขาตั้งอยู่บนเกาะ หรือถ้าจะดูหนัง หนังเรื่อง


 

The Village (2004) ของผู้กำกับฯดัง เอ็ม. ไนท์ ชยามาลัน ก็มีการสร้างโลกยูโทเปียในเขตป่าที่ห่างไกลจากผู้คน ส่วน Bagdad Cafe' ที่อยู่กลางทะเลทรายร้อนแบบนั้น ใครจะอยากไปอยู่กันล่ะ มันจึงสะดวกต่อการเกิดสังคมยูโทเปีย ขึ้นมา


 

สิ่งหนึ่งที่น่าคิดก็คือ คำว่า ยูโทเปีย (Utopia) มาจากภาษาละติน ซึ่งแปลว่า "ไม่มีที่ไหน"


 

แต่ผมว่า โลกยูโทเปียมันมีอยู่จริง เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่อยู่ในตัวเรา นั่นคือ...ใจของเรานั่นเอง


 

เพียงแค่ใจเรา เลือกมองมุมสวยๆ ของโลกใบนี้ และรู้จักการให้ คุณก็มีโลกยูโทเปียขึ้นมาได้ในตัวของคุณเอง

 

 

 

พิมพ์ครั้งแรกที่ คอลัมน์ Diversity แมกาซีน Dlife หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12-14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

edit @ 15 Feb 2009 22:08:40 by ณัฐกร เวียงอินทร์

edit @ 14 Sep 2009 12:31:26 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet