The Fall (2006)...ก็แค่ ล้ม, หล่น, ร่วง และตกไปบ้าง

 

คุณเคย "ล้ม" บ้างไหม ?

 

 

ย้อนอดีตดูในวัยเด็ก ตั้งแต่เริ่มเดินได้ตอนอายุขวบกว่า เชื่อแน่ว่า คุณต้องเคยล้มอย่างน้อยหนึ่งครั้งขึ้นไปในชีวิต ไม่มีใครไม่เคยล้ม เพียงแต่ว่าล้มแล้วจะยอมลงนอนบนพื้นตลอดกาล หรือจะลุกขึ้นยืนต่อไป

 

 

หนังเรื่องที่จะเล่าให้ฟัง ทำให้ผมฉุกใจคิดถึงความจริงที่แสนธรรมดาข้อนี้...หนังชื่อว่า The Fall (2008)

 

 

ผู้กำกับหนังเรื่องนี้คือ ทาร์เซ็ม ซิงห์ (Tarsem Singh) ผู้กำกับชาวอินเดีย ชื่ออาจจะไม่คุ้นเคย แต่ถ้าบอกว่า เขาคือผู้กำกับโฆษณาที่กำกับโฆษณาให้กับโทรศัพท์มือถือ โมโตโรล่า เรเซอร์ ที่มีผู้หญิงผู้ชายคู่หนึ่งใช้โทรศัพท์รุ่นนี้ต่อสู้กันที่สถานีรถไฟใต้ดิน...นั่นล่ะ ใช่เลย

 

 

รอบนี้ไม่ได้มากำกับหนังโฆษณาที่ใช้เวลาเพียง 2 นาที แต่เขาต้องมากำกับหนังที่กินเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน แต่เขาก็สามารถทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย

 

 

หนังเรื่องนี้เปิดฉากด้วยภาพฟิล์มขาว-ดำเก่าๆ แบบหนังเงียบสมัยก่อนที่ดูงงๆ ว่า เขาต้องการจะสื่อสัญลักษณ์อะไรในหนัง เพราะมีสะพาน มีคน มีม้าตกน้ำ อารมณ์ดูล่องลอยจนนึกว่าหนังเรื่องนี้จะทำออกมาเพื่อคารวะผู้กำกับชั้นครูชาวอิตาเลียน เฟเดริโก เฟลลินี (Federico Fellini) เพราะฉากเปิดช่างได้อารมณ์เดียวกันกับหนังคลาสสิก อย่าง "8 1/2" (1963) เสียเหลือเกิน

 

 

ต่อมาหนังเรื่องนี้กลับมาเป็นภาพสีอีกครั้ง เป็นฉากหลังของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในลอสแองเจลิส ในทศวรรษที่ 1920 กับความน่ารักของอเล็กซานเดรีย-เด็กหญิง 5 ขวบ ผู้ป่วยประจำโรงพยาบาล ผู้เจ็บป่วยด้วยการ "หล่น" ลงมาจากที่สูง แขนข้างซ้ายเธอจึงต้องเข้าเฝือก

 

 

อยู่ดีไม่ว่าดี วันหนึ่ง กระดาษที่เธอเขียนให้กับพยาบาลที่ดูแลเธอ "ร่วง" ลงมาชั้นล่าง เธอเดินออกตามหากระดาษแผ่นนั้น ซึ่งบังเอิญตกลงมาที่เตียงคนไข้หนุ่มคนหนึ่ง (เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่า เขาป่วยเป็นอะไร ???)

 

 

ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัยจึงเริ่มต้นขึ้น เพราะชายหนุ่ม ผู้นี้เล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เด็กหญิงฟังทุกวัน เป็นเรื่องราวของคน 6 คนที่มีมูลเหตุที่ต้องไปแก้แค้นข้าหลวงโอเดียส ผู้ชั่วร้าย ด้วยเรื่องราวที่ยาวมาก ทำให้ชายผู้นี้ต้องค่อยๆ เล่าเรื่องให้ฟังเรื่อยๆ วันต่อวัน

 

 

นิทานที่พาเราไปสัมผัสกับโลเกชั่นสุดอลังการที่ถ่ายทำในสถานที่ที่แตกต่างกัน นับรวมได้ 24 ประเทศ ขอเดาว่า ฉากหลังในนิทานเรื่องนี้

 

 

ผู้กำกับคงได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสารคดีชื่อดัง เรื่อง Baraka (1992) ที่พาเราไปรู้จักกับประเทศต่างๆ รอบโลก ผ่านวัฒนธรรมและภูมิประเทศที่แตกต่าง ซึ่งในนิทานเรื่องนี้ใช้ฉากหลังที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน

 

 

เด็กน้อยเพลิดเพลินกับนิทานที่เขาเล่าเสียเหลือเกิน แต่เบื้องหลังของการเล่านิทานคือ ต้องการหลอกล่อให้เด็กหญิงไปขโมยมอร์ฟีนมาให้ เนื่องจากชายหนุ่มไม่สามารถเดินได้ และเขาสิ้นหวังในชีวิตจนคิดจะใช้มอร์ฟีนฆ่าตัวตาย !

 

 

เหตุก็คือ ตอนนี้เขาเป็นอัมพาต หมดหวังในอาชีพการงาน โดนคนรักบอกเลิก เนื่องจากการเป็นสตันต์แมนในกองถ่ายหนังแล้วเกิดอุบัติเหตุ ขี่ม้า "ตก" สะพานนั่นเอง (ในที่สุด ฉากเปิดของภาพยนตร์ก็ได้รับการคลี่คลายว่ามันเกิดอะไร ?)

 

 

แต่ในที่สุด ด้วยการเรียนรู้ชีวิตที่ผ่านมา พร้อมกับหนูน้อยอเล็กซานเดรีย ทำให้ชายหนุ่มพบว่า ชีวิตที่มันเคย "ร่วงหล่น" ของคนทั้งสอง ตามชื่อท้องเรื่อง ก็ยังมีแง่มุมของความหวังที่เรืองรองอยู่

 

 

เหมือนกับชีวิตของมนุษย์เรา ที่แม้ว่าระหว่างทางอาจจะล้มไปบ้าง แต่ถ้าความหวังยังมี เราก็ต้องลุกขึ้นเดินต่อไป

 

 

ชีวิตก็แค่ ล้ม, หล่น, ร่วง และตกไปบ้างแหละน่า 

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกที่คอลัมน์ D-VIEW แมกาซีน DLife หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 3-5 พฤศจิกายน พ.ศ.2551

 

edit @ 6 Mar 2009 10:52:46 by ณัฐกร เวียงอินทร์

edit @ 14 Sep 2009 12:30:20 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

โลเคชั่นสุดยอดดีนะ ช้างว่ายน้ำด้วย

#3 By (58.8.200.8) on 2009-11-16 21:02

หนังเรื่องนี้ยังคงอยู่ในใจ..

ทั้งๆที่ไม่มีเหตุผลอะไรอธิบายเลย ว่าทำไมมันค้างอยู่อย่างนั้น big smile

#2 By Lady in 'Labyrinth' on 2009-07-09 19:56

เคยอ่านเจอ แล้วอยากไปดูคับ แต่ก็ไม่ได้ไปsad smile

#1 By Nerd de Scriptorus on 2009-03-04 11:57