ช่วงนี้ไม่มีเวลาเขียนถึงหนังเรื่องใหม่ๆ เลยหยิบหนังเก่าๆมาแนะนำกันไปก่อนครับ

 

 

 

 

 

Across The Universe...รักไม่จำกัดนิยามของ The Beatles


ผู้กำกับ : Julie Taymor

นักแสดง : Jim Sturgess, Evan Rachel Wood, Joe Anderson, Bono



 

"Love, Love me do

You know I love You

I"ll always be true

So please...love me do..."

Love Me Do :
The Beatles (Album : Please Please Me)


 

 ปี ค.ศ.1962 เสียงเพลงของโลกเปลี่ยนไป เพราะคลื่นวิทยุในประเทศอังกฤษเปิดเพลง Love Me Do ซึ่งเป็นเพลงแรกที่ทำให้ทุกคนรู้จักกับ...The Beatles-วงดนตรีของเด็กหนุ่มสี่คนจากเมืองลิเวอร์พูล อันประกอบไปด้วย จอห์น เลนนอน, พอล แม็กคาร์ทนีย์, จอร์จ แฮริสัน และริงโก สตาร์

ตราบจนถึงวันนี้ The Beatles กลายเป็นวงดนตรีที่เป็นตำนานอย่างแท้จริง เพราะแม้ว่าเวลาจะผ่านไปจากห้วงนั้นมานับสี่สิบกว่าปี หลายคนยังคงพูดถึงวงนี้อยู่ในแง่ของแรงบันดาลใจในเรื่องต่างๆ ทั้งดนตรี บทกวี รวมไปจนถึงภาพยนตร์


 

และในตอนนี้มีหนังเรื่องหนึ่งที่นำเพลงของ The Beatles มาตีความอย่างน่าสนใจ นั่นคือหนังเรื่อง Across The Universe...ชื่อหนังเรื่องนี้ก็มาจากชื่อเพลงเพลงหนึ่งของวงสี่เต่าทอง ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความงาม ความมหัศจรรย์ของโลกและจักรวาลที่เราควรจะให้ความรัก ซึ่งภาษาในเพลงงดงามและตีความได้อย่างลึกซึ้ง (ซึ่งค่อนข้างยากในการเข้าใจสักหน่อย) อย่างเริ่มต้นเพลงที่ว่า

 

"Words are flowing out like endless rain into a paper cup, They slither wildly as they slip away across the universe


 
Pools of sorrow, waves of joy are drifting through my open mind,Possessing and caressing me..."


“ถ้อยคำที่ไหลพร่างพรูออกมาดุจดั่งสายฝนที่ไม่มีวันหยุดที่รินลงสู่ถ้วยกระดาษ ไหลไปเรื่อยๆ ไกลออกไปจนก้าวพ้นจักรวาล

 

หนองน้ำแห่งความระทม คลื่นลมแห่งความหฤหรรษ์ กำลังลอยล่องผ่านดวงใจของฉันที่ถูกเปิดออกมา เพื่อก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของและเฝ้าคอยดูแลตัวฉัน”

 

(ต้องขอโทษด้วยถ้ามันดูลิเกหรืออาจเก็บความไม่ได้เต็มที่ พยายามสุดความสามารถแล้วครับ)

  

เนื้อเรื่องในหนังเกิดขึ้นที่ดินแดนเสรีอเมริกา ในช่วงที่เรียกว่า "ยุคบุปผาชน" (Hippie) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมย่อยของคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งในทศวรรษที่ 60 อันเป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์อเมริกา ที่มีประเด็นทางสังคมมากมายให้ชวนคิด เช่น สงครามเย็น อันเป็นข้อขัดแย้งระหว่างโลกเสรีอันเป็นภาพแสดงแทนของประเทศอเมริกากับโลกสังคมนิยมของโซเวียต จนก่อให้เกิดสงครามเวียดนาม (ค.ศ.1961-1975)


 

การต่อสู้ทางด้านสิทธิของคนผิวสีอย่างร้อนแรงภายใต้การนำของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ฯลฯ


 

ผลพวงการหาทางออกให้กับสังคมที่แสนอึมครึมในยุคนั้นก่อให้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของกลุ่มบุปผาชน ลักษณะโดยทั่วไปของคนหนุ่มสาวกลุ่มนี้ก็คือ พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์วิถีชีวิตในแบบชนชั้นกลาง, ต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ และประท้วงสงครามเวียดนาม


พวกเขาหันเข้าหาปรัชญาของตะวันออก โดยเฉพาะเรื่องของความรักและสันติภาพ (คล้ายว่าปัจจุบันก็กำลังเป็นเช่นนี้), อยู่กันเป็นกลุ่มสังคมที่เรียกว่า"คอมมูน", สนใจในด้านศิลปะ ดนตรี และที่ทุกคนติดภาพมากที่สุดนั่นก็คือ การใช้ยาเสพย์ติดจำพวก LSD


 

จะเรียกอย่างหยาบๆ ตามนิยามคนกระแสหลักในยุคยัปปี้(ช่วงที่คนจำนวนมากแสวงหาความมั่นคงทางการเงิน)อาจจะเรียกพฤติกรรมอย่างนี้ว่า "ขวางโลก" ก็ได้


 

ย้อนกลับมาดูหนัง พระเอกของเราในเรื่องชื่อว่า จู๊ด เป็นกรรมาชนหนุ่มหล่อชาวลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ เขาไปที่อเมริกาเพื่อตามหาคุณพ่อ แต่เอาไปเอามาเขาดันไปรู้จักกับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งกลายเป็นคนรักและเพื่อนในเวลาต่อมา อันได้แก่ ลูซี่ (นางเอกของเรื่อง), แมกซ์, เซดี้, โจโจ้ และพรูเดนซ์ (ชื่อของตัวละครแต่ละตัวล้วนมีอยู่ในเพลงของ The Beatles ทั้งสิ้น)


 

ในที่สุด คนกลุ่มนี้ก็หันหน้าเข้าสู่ขบวนการบุปผาชน


 

แล้ว The Beatles เกี่ยวข้องอะไรกับหนังเรื่องนี้ ?


 

คำตอบ คือ หนังเรื่องนี้ได้นำเพลงของ The Beatles จำนวน 33 เพลงที่นำมาตีความใหม่เพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเล่าเรื่องราวของผู้คน ความรัก มิตรภาพ และความรุนแรงที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ อย่างเช่น เพลง Hey Jude , Lucy in the Sky with Diamond, Dear Prudence, Let It Be, I"m the Walrus, Revolution, Strawberry Fields Forever ฯลฯ


 

แม้แต่ตอนจบของเรื่องที่มีการเล่นดนตรีบนอาคารแห่งหนึ่ง ก็น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ในวันที่ 30 มกราคม 1969 ที่พวกเขา The Beatles ได้แสดงสดด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย บนหลังคาของตึกบริษัทแอปเปิลที่อังกฤษ


 

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ทำไมจึงนำบทเพลงจากเกาะอังกฤษมาบอกเล่าจิตวิญญาณของอเมริกา เพราะว่า The Beatles ก็ครองใจอเมริกันชนเช่นกัน เพลงอย่าง All You Need is Love ก็เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความเป็นบุปผาชนไม่แพ้เพลง Where Have All the Flowers Gone ? ของ Pete Seeger


 

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตก็คือ เพลงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้เป็นเพลงของ The Beatles ในยุคหลัง ยกเว้นก็แต่เพลง Hold Me Tight และ I Want to Hold Your Hand


 

กล่าวคือในช่วงแรกของ The Beatles นั้น (ประมาณช่วง 1962-66) เพลงของเขาจะเน้นเรื่องราว "ความรัก" แบบหนุ่มสาวเป็นหลัก อย่างในหนังเรื่อง A Hard Day"s Night (1964) เพลงหวานๆ ที่อยู่ในหนังเรื่องนี้น่าจะอธิบายแนวเพลงของเขาได้ดี


 

แต่เมื่อพวกเขาโตขึ้น (1967-1970) ผ่านโลกมามาก ถึงขนาดข้ามดินแดนมาศึกษาปรัชญาตะวันออกที่อินเดีย ทำให้เพลงของเขากลับลุ่มลึกและมีมุมมองในเรื่อง "ความรักและชีวิต" ได้อย่างแหลมคมและทรงพลัง จนเมื่อนำมาตีความในหนังที่มีประเด็นสังคมหนักๆ อย่างในหนังเรื่องนี้ ดูจะเข้ากันดีเหมือนกับฟองนมในกาแฟคาปูชิโน แม้หนังจะดูสลับไปสลับมาบ้าง แต่คงดูไม่ยากเกินไปนัก แถมมาฟังเพลงคัฟเวอร์อันไพเราะของ The Beatles ในหนังเรื่องนี้ประกอบอารมณ์ไปด้วย ก็สุดคุ้มแล้ว


 

ที่ว่าดูไม่ยากเพราะ หนังเรื่องนี้เป็นหนังแห่งความรัก

 

เรื่องราว "ความรัก" เมื่อใช้ใจกำกับ


ย่อมเข้าใจได้เสมอ (เอ...หรือมันไม่เป็นเช่นนั้น)



 

"All you need is love



Love is all you need"


All You Need is Love : The Beatles (Album : Yellow Submarine, 1969)

 

edit @ 9 Mar 2009 16:14:52 by ณัฐกร เวียงอินทร์

edit @ 14 Sep 2009 12:27:31 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

ขั้นเทพเลยคนเขียนนี่ ยอดครับ

#2 By เด่น (125.26.135.165) on 2010-08-30 09:15

เย้ วงในดวงใจผมเลย
แล้วก็ across the universe ก็เป็นเพลงแรกที่ทำให้ผมตามติด the beatles ด้วย

เพลงนี้มันสวยงามมากเลย เลยแอบมาดูคำแปลซะหน่อย ขอบคุณฮะ

#1 By hungryangry on 2009-03-09 19:09