Doubt...แค่สงสัย อาจไม่พอ

posted on 11 Mar 2009 11:06 by peentungdoodao in Films

Doubt(2008)...แค่สงสัย อาจไม่พอ

 

 

          ผมจะตื่นเต้นเสมอ ทุกครั้งที่เห็นหนังโปรดักชั่นที่ไม่ใหญ่มากเข้าชิงออสการ์ เหตุผลเพราะ เมื่อ ลบความอลังการของงานสร้างไป สิ่งที่มองเห็นอย่างชัดเจนที่จะทำให้หนังเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ นั่นก็คือ บทหนังและความสามารถทางการแสดงของเหล่าดาราที่เชือดเฉือนกันสุดความสามารถ

 

          ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอยกนิ้วโป้งทั้งมือซ้ายและมือขวาให้กับหนังเรื่อง “Doubt” (2008) แม้ว่าสุดท้ายหนังฝีมือกำกับของจอห์น แพทริค แชนลี่ย์ เรื่องนี้จะไม่ได้รับรางวัลอะไรจากออสการ์เลย

 

จะว่าไป หนังเรื่องนี้ฟอร์มไม่ใหญ่ก็จริง แต่เมื่อไล่เรียงรายชื่อดาราแสดงนำแล้ว ล้วนแต่เป็นบิ๊กเนมของฮอลลี่วู๊ดทั้งนั้น อย่าง เมอร์รีล สตีฟ ที่เราไม่ต้องบรรยายสรรพคุณของเธอแล้ว ฟิลิป ซีย์มัวส์ ฮอฟฟ์แมน ดารานำชายรางวัลออสการ์จากเรื่อง Capote (2005) แถมยังมีดาราอย่าง เอมี่ อดัม และ ไวโอล่า เดวิส ที่ข่มกันแทบไม่ลงเลย

 

          เนื้อหาของหนังเป็นเรื่องราวที่โบสถ์เซนต์นิโคลัสในย่านบร๊องซ์ ในปี 1964 เป็นยุคที่บรรยากาศภายในโบสถ์คาทอลิกกำลังเปลี่ยนผ่านของการดำรงคุณค่าจารีตแบบเก่าที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบที่แสนเคร่งครัดมาสู่ยุคเปลี่ยนผ่านที่เริ่มตั้งแต่ปี 1962 โดยสันตะประปาจอห์นที่ 13 ได้ปฏิรูปให้โบสถ์มีความทันสมัยมากขึ้น  ลดความเคร่งขรึมลง

 

          การปะทะกันของ 2 ยุคนี้ถูกบอกเล่าผ่าน บุคลิกของคน 2 คนที่ขัดแย้งกันนั่น คือ ซิสเตอร์อะลอยเซียส โบวีเออร์ บทนี้เมอร์รีล สตรีฟ แสดงจนเราคิดว่า ตัวตนของแม่ชีผู้เคร่งครัดต่อวิถีนักบวชคนนีมีอยู่จริงแน่ๆ ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง อันเป็นฝั่งของสาธุคุณฟลินน์ ตัวแทนแห่งความสมัยใหม่ของความยืดหยุ่นกับชีวิตในโบสถ์

 

เราจะเห็นการปะทะกันของ 2 คนนี้ด้วยวิธีการเล่าอย่างแยบคายด้วยรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เช่น การไว้เล็บยาวของหลวงพ่อที่ซิสเตอร์ไม่เห็นด้วย มารยาทที่แสนจะแตกต่างกันในโต๊ะอาหารของคนทั้งสองกลุ่ม ไปจนถึงรสนิยมในการบริโภคน้ำชาที่แตกต่างกันอย่างการเติม/ไม่เติม น้ำตาลของคนทั้งสองกลุ่ม

 

          เริ่มต้นเรื่องด้วยฉากที่หลวงพ่อฟลินน์กำลังเทศนา

 

          “What do you do when you’re not sure?”

 

          คุณจะทำเช่นไรถ้าหากว่าคุณไม่แน่ใจ(ในสิ่งที่ต้องตัดสิน)?

 

          คำตอบของหลวงพ่อ ให้น้ำหนักไปว่า ถ้าไม่แน่ใจ ก็จง สงสัย ไว้

 

          และเพราะความสงสัยนี่เอง ทำให้หลวงพ่อตกที่นั่งลำบาก เมื่อซิสเตอร์เจมส์ (เอมี่ อาดัมส์) ซิสเตอร์สาวผู้ไร้เดียงสาต่อโลกสงสัยในตัวหลวงพ่อฟลินน์ ว่าเขาอาจจะแอบมีสัมพันธ์แบบชายรักชายกับลูกศิษย์ของเธอ

 

          เธอจึงนำความไปบอกซิสเตอร์อะลอยเซียส ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในต้นสังกัดของเธอ

 

          ด้วยประสบการณ์ของ ซิสเตอร์อะลอยเซียส ที่พอจะรู้ภูมิ(สัน)หลัง(หวะ)ที่ไม่น่าฟังของหลวงพ่อฟลินน์ เธอจึงฟันธงเลยว่าหลวงพ่อทำเช่นนั้นจริง ทั้งสองคนจึงต้องปะทะกันทางความคิดและการกระทำ เพื่อบอกเล่า ความจริง ในมุมของตัวเอง ซึ่งเป็นความจริงที่เปี่ยมไปด้วย ความสงสัย นั่นก็หมายถึงอคติที่ใช้ตีความในสิ่งที่มองไม่เห็นอย่างชัดเจนนั่นเอง

 

          เนื้อเรื่องจึงชวนผู้ชมในฐานะบุคคลที่สาม เข้ามามีอารมณ์ร่วมกับเรื่องเล่าของคนทั้งสองฝ่ายว่าตกลงฝ่ายไหนเล่าเรื่องจริง ฝ่ายไหนเล่าเรื่องเท็จ กันแน่ ซึ่งโครงสร้างเรื่องในรูปแบบนี้เราจะเห็นอยู่บ่อยๆ อย่างเช่น ใน “Rashomon” (1950) หนังญี่ปุ่นอันโด่งดังของปรมาจารย์หนังอย่าง อากิระ คุโรซาว่า หรือ “Hero”(2002) หนังจีนฟอร์มใหญ่ของจาง อี้ โหมว ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ ตัวละครแต่ละตัวในเรื่องต่างเล่าเรื่องคนละมุมมอง ทั้งที่เป็นเรื่องราวเรื่องเดียวกัน

 

          ด้วยความสงสัยที่มีอคติเช่นนี้ ทำให้เราสงสัยเช่นกันว่า ถ้าอยากจะรู้ข้อเท็จจริงใดๆ แค่เพียงสงสัยแบบมองจากภายนอกเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอเหรอ?

 

 

edit @ 11 Mar 2009 11:16:34 by ณัฐกร เวียงอินทร์

edit @ 14 Sep 2009 12:27:04 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

จะรอให้มาเติมหน้านี้ให้มันเต็ม..

จะมีมั้ยความสงสัย ที่ไร้การคาดเดาตั้งแต่ต้น??

#2 By ReD_CaRpET (58.10.234.46) on 2009-03-26 16:18

"ถ้าอยากจะรู้ข้อเท็จจริงใดๆ แค่เพียงสงสัยแบบมองจากภายนอกเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอเหรอ? "


น่าคิดทีเดียวค่ะ
big smile

#1 By --ดาวหน่อไม้-- on 2009-03-11 11:17