The Great Buck Howard

เจอสิ่งที่คุณรักหรือยัง?

  

Find a job you love and you'll never work a day in your life(หางานที่คุณรักให้เจอ แล้วคุณจะรู้สึกว่าในแต่ละวันคุณไม่ได้ทำงาน)...ขงจื้อ

ความรักที่มีต่ออาชีพของตนเป็นอย่างไร?

หลงลืมคำถามนี้มานานแล้ว แต่มันผุดพรายขึ้นมาในสมองนั่นเพราะว่าการเข้าชมภาพยนตร์ 2 เรื่องในช่วงนี้

เรื่องแรกก็คือ เรื่องราวของนักมวยปล้ำใจสิงห์ใน The Wrestler (2008) จากการแสดงอย่างเด็ดดวงของมิกกี้ รูก อดีตซุปเปอร์สตาร์ฮอลลีวู๊ดผู้จากทศวรรษที่แล้ว ผู้กลับมาสร้างชื่อให้กับตัวเองอีกครั้งในบทบาทนักมวยปล้ำวัยโรยรา  ที่แม้ว่าจะตกต่ำเพียงใด แต่ความรักในสังเวียนมวยปล้ำ เขาพยายามยืนหยัดศักดิ์ศรีของความเป็น นักมวยปล้ำ จนทำให้คนดูน้ำตานองหน้ามาแล้ว

ส่วนหนังอีกเรื่องที่ทำให้ผมกลับมาฉุกคิดถึงความรักที่มีต่ออาชีพที่ตนเองทำนั่นก็คือ หนังฟอร์มสบายๆอย่าง The Great Buck Howard (2008)

หนังเรื่องนี้แม้จะดูว่าเป็นภาพยนตร์ฟอร์มขนาดกลาง แต่เมื่อดูโปรดักชั่นที่มีทอม แฮงคส์เป็นโปรดิ๊วเซอร์ บวกกับการได้นักแสดงขั้นเทพอย่างจอห์น มัลโควิช มาร่วมแสดง นับเป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจทีเดียว แถมดาราแสดงนำอีกคนยังเป็นโคลิน แฮงคส์ ลูกชายของทอม แฮงคส์เสียด้วย น่าดู น่าดู

ในยามวัยเยาว์ วัยที่ถูกเรียกว่า วัยขบถ ย่อมที่จะไม่พอใจกับการที่ถูกลากเส้นทางชีวิตตามใจชอบจากผู้ปกครอง

ทรอย เกเบิล (โคลิน แฮงคส์) ก็คงจะมีความรู้สึกไม่ต่างจากคนในวัยแสวงหาคนอื่นๆเพราะหลังจากที่เขาถูกคุณพ่อ(ทอม แฮงคส์) บังคับให้เขาเรียนกฎหมาย แต่ในที่สุดเขาก็ค้นพบว่า นี่คือส่วนที่น่าเบื่อของชีวิต

เขาจึงตัดสินเดินหนีมาจากวิถีทางการเรียนวิชากฎหมายที่รับรองอนาคตได้ว่าจะทำให้เขามีความมั่นคงแล้วเบนสายตัวเองไปสู่ถนนนักเขียนอันเป็นอาชีพที่เขาฝัน

ยังไม่ทันได้เป็นนักเขียน ด้วยความที่เขาปิดบังเรื่องราวที่เขาลาออกจากการเรียนกฎหมายทำให้เขาต้องรับผิดชอบตัวเองในเรื่องค่าใช้จ่าย

เขาจำเป็นต้องหางานเพื่อหาเงินมาจับจ่ายใช้สอยจึงทำให้เขาต้องมาเป็นผู้ช่วยของบัค ฮาวเวิร์ด (จอห์น มัลโควิช) นักสะกดจิต(Mentalist) ที่ตอนนี้อยู่ในภาวะขาลงทางอาชีพ

ในยุครุ่งเรือง เขาเคยออกรายการโทรทัศน์อันโด่งดังในรายการจอห์นนี่ คาร์สัน ทูไนต์ถึง 61 ครั้ง แต่มาถึงวันนี้ การแสดงโชว์ของเขากลับปรากฏอยู่ในศาลาประชาคมเล็กๆของเมืองเท่านั้น แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังซื่อสัตย์ต่อคุณภาพการแสดงที่เขาได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้

แม้ว่าเกเบิ้ลจะถูกฮาวเวิร์ดวีนแตกบ่อยๆด้วยความงี่เง่าตามนิสัยนายจ้างสักเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้เขายังยืนอยู่ตรงนี้นั่นก็คือ การแสดงชุดสุดท้ายของโชว์ในแต่ละครั้งของฮาวเวิร์ด ซึ่งเป็นการแสดงที่ใช้พลังจิตในการค้นหาเงินของเขาที่ถูกคนดูซ่อนไว้

โฮเวิร์ดสามารถทำสำเร็จทุกครั้งโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาสามารถทำได้ด้วยวิธีใด

เกเบิ้ลอยู่กับฮาว์เวิร์ดไปเรื่อยๆและผ่านชะตากรรมร่วมกับเจ้านายของตัวเองตั้งแต่วันที่ตกต่ำสุดๆไปจนถึงวันที่ฮาวเวิร์ดโด่งดังเป็นพลุแตก

สิ่งที่เกเบิ้ลเรียนรู้จากฮาวเวิร์ดก็คือ ไม่ว่าชะตาชีวิตจะผกผันไปในทางใด แต่เราต้องมั่นคงและมองเห็นคุณค่าของอาชีพที่เรารัก

เกเบิลเลยนำความคิดนี้กลับมาย้อนมองตัวเขาเอง ทำให้เขาค้นพบความหมายชีวิตในการเดินหน้าตามเส้นทางนักเขียนซึ่งเป็นเส้นทางที่ตนฝัน

เมื่อกลับมามองในชีวิตเป็นๆของปุถุชน จึงทำให้เราอิจฉาคนจำนวนมากที่ได้ทำงานที่ตนเองรัก แม้ว่าจะแลกกับการที่จะต้องสละบางสิ่งบางอย่าง อย่างเช่น รายได้ที่มากขึ้น ความก้าวหน้าทางด้านการงาน ความสะดวกสบายในชีวิต เป็นต้น

แต่ถ้าผลลัพธ์ คือ ความสุขอันเกิดจากงานที่เรารัก

เท่านี้นี้ก็คุ้มแล้วมิใช่เหรอ?

 

edit @ 6 Apr 2009 13:23:17 by ณัฐกร เวียงอินทร์

edit @ 14 Sep 2009 12:25:52 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

น่าสนใจ น่าสนใจ ไว้ไปหามาดูบ้างดีกว่า
งานกินเวลาหลายส่วนของชีวิต ฉะนั้นงานจึงไม่ใช่สิ่งที่ อะไรก็ได้...

#1 By Kon klang klang (124.121.68.179) on 2009-04-08 00:34