ผ้าขี้ริ้วห่อชา(A Year in Merde) : เมื่อหอไอเฟลขึ้นสนิม

 

 

          

 

          "คิดว่าฟรีฟอร์มคงไม่ได้สถาปนาตัวเองเป็นพวกนักเขียนนักเขียน คือไม่ใช่ Interllectual ไม่ใช่คนที่คิดนอกกรอบ ไม่ใช่ Positive Thinker ไม่ได้เป็นคนสีเขียว ไม่ได้บ้าแฟชั่น ไม่ได้บ้าช้อปปิ้ง ไม่ได้มีความโดดเด่นอย่างนั้น ถ้าเป็นคนคนหนึ่ง ฟรีฟอร์มคงจะเป็นคนธรรมดาที่พอจะรู้ดีรู้ชั่วอยู่บ้าง เป็นคนชอบลองของใหม่ ใช้เงินเป็น บางครั้งอาจจะลองผิดลองถูกบ้าง แต่เราก็เปิดตาเปิดใจในหนังสือที่พิมพ์ออกไป นัยระหว่างบรรทัดที่เราพยายามแฝงไปด้วยเสมอก็คือ อยากให้คนอ่านของเราใช้ชีวิตบนโลกใบนี้เป็น ใช้ให้คุ้มค่า และใช้อย่างรื่นรมย์ตามอัตถภาพ"

 

          เปิดกูเกิ้ลโดยพิมพ์คำว่า "ฟรีฟอร์ม" ในช่องค้นหา อ่านตามลิ้งค์ไปเรื่อยๆ แล้วเจอบทสัมภาษณ์ในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ของ 'ปราย พันแสง เจ้าของสำนักพิมพ์ฟรีฟอร์ม  

          ถ้านี้คือ คำนิยามของความเป็นฟรีฟอร์ม ต้องบอกว่าคมมากๆ เพราะเธอเล่นตั้งพรมแดนไว้เลยว่า อย่าเหมาว่าฉันเป็น หนังสือวิชาการ หนังสือกลยุทธ์ หนังสือคิดบวก หนังสือเตือนภัยโลกร้อน หรือแม้แต่วรรณกรรมชิกลิต ข้าไม่ใช่พวกเดียวกับเอ็งนะเฟ้ย

 

          เพราะข้า เป็นเพียง คนธรรมดาที่อยากใช้ชีวิตบนโลกให้คุ้มค่า เพียงเท่านั้น!

 

          เหตุผลที่อยากจับมือทำความรู้จักกับสำนักพิมพ์นี้เพิ่มมากขึ้น เพราะหลังจากชิมลางผลผลิตหนังสือของเขามาหลายเล่ม อย่างเช่น จดหมายรัก ที่เจ้าสำนักอย่างคุณ 'ปราย พันแสงจดจารขึ้นเอง หรือ ความลับในความรัก(Conditions of Love) ผลงานของจอห์น อาร์มสตรองที่ได้ น้าจี๊ด-จิระนันท์ พิตรปรีชา ลงแรงแปล

 

          สิ่งที่ค้นพบก็คือ แม้จะบอกว่าหนังสือของเราเปรียบเหมือนคนธรรมดา แต่สารที่ได้รับจากหนังสือแต่ละเล่มก็ไม่ใช่เบาหวิวจนสรรหาสาระไม่ได้ แถมยังอ่านแล้วรู้สึกรื่นรมย์ไปด้วย นี่คือจุดลงตัว ...หนังสือดีที่อ่านไม่สนุก คงไม่ต่างอะไรกับการอ่านหนังสือสอบล่ะ

 

          ยิ่งไปอ่าน ผ้าขี้ริ้วห่อชา(A Year in Merde) งานของสตีเฟ่น คล์าก แปลด้วยมนันยา ธนะภูมิ

 

          อ่านจบแล้ว ต้องแลบลิ้นเลียริมฝีปากเพื่อลิ้มรสจนหยดสุดท้าย

 

          ของเขา "เปรี้ยว" จริงๆ

 

          เขาพูดถึงประเทศฝรั่งเศส...

 

          ว้าวๆ ต้องมีหอไอเฟล พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ประตูชัย พระราชวังแวร์ซาย ปัญญาชน วัฒนธรรมการทานอาหารเลอเลิศ หรืออะไรก็ตามที่บ่งบอกถึงความหรูหราสูงส่ง

 

          ช้าก่อน ใครที่หวังว่าจะเจออะไรเช่นนี้ในหนังสือเล่มนี้ โปรดจงหยิบยางลบที่สั่งตรงจากประเทศอังกฤษมาลบประโยคในบรรทัดบนโดยด่วน

 

          อย่าหวังว่าจะพบกับความศิวิไลซ์เช่นนั้นในหนังสือเล่มนี้แม่แต่หยดน้ำหมึกเดียว!

 

          "คนฝรั่งเศสเยอะแยะที่ไม่ได้เป็นพวกมือถือสากปากถือศีล เห่ยเฟ่ย ก้าวร้าว โอหัง ทรยศ และเซ็กซี่อย่างวายร้าย เพียงแต่คนพวกนี้ ไม่ได้อยู่ในหนังสือเล่มนี้ของผมเท่านั้นแหล่ะ" คนเขียนเขาว่าไว้

 

          นี่คงเป็นฉลากเตือนก่อนอ่านเหมือนกับบุหรี่ที่มีคำเตือนข้างซองก่อนสูบกระมัง

 

          เรื่องราวในเล่มเป็นเหมือนไดอารี่บันทึกประสบการณ์ในรอบ 1 ปี ของพอล เวสต์ กระทาชายชาวอังกฤษที่มารับงานทำโครงการเปิดร้านน้ำชาที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส กับบริษัทค้าเนื้อสัตว์ฝรั่งเศสที่อยากจะมีกลิ่นผู้ดีอังกฤษติดอยู่ในแบรนด์บริษัทของเขาบ้าง

 

          อ่านไปอ่านมา เราจะได้ยินแต่เสียงคำบ่นประชดประชันอย่างปากร้ายของพอล เพราะสิ่งที่เขาพบเจอในบ้านเมืองนี้ ไม่ใช่ความหรูหราสูงส่งอย่างภาพที่คนภายนอกฝัน

 

          แต่มันคือภาวะ Culture Shock หรือภาวะที่คนภายนอกงุนงงเมื่อเจอวัฒนธรรมแปลกๆที่ไม่เหมือนกับบ้านตัวเอง

 

          อย่างเช่น วัฒนธรรมการสไตรส์หยุดงานของคนงานในฝรั่งเศส ที่ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ไล่มาตั้งแต่ พนักงานกวาดถนน บริกรในร้านกาแฟ ไปจนถึงนักแสดงนักโป๊ จนทำให้พ่อพระเอกคาดเดาชีวิตประจำวันไม่ได้ว่า จะปรับตัวอย่างไรในวันที่กลุ่มอาชีพสักกลุ่มเกิดประท้วงหยุดงาน?

 

          และที่น่าหนักใจที่สุดก็คือ วัฒนธรรมองค์กรที่เขาต้องพบเจอ ทั้งลูกทีมที่ดูสบายๆเกินเหตุจนโครงการไม่ยอมไปไหน ไปจนถึงเจ้านายจอมเขี้ยว ที่ถ้าคุณเผลอหน่อยเดียว เขาพร้อมที่จะเอาเปรียบคุณได้เสมอ

 

          แต่อย่างเพิ่งกังวลไป เพราะพระเอกของเราก็ไม่ใช่ผู้ดีอังกฤษประเภทที่สาวๆฝันถึงอย่างในนิยายของเจน ออสติน อย่าง Pride and Prejudice กันแล้ว

 

          พระเอกอังกฤษยุคนี้มันต้อง เมาในผับ ฟังเพลงบริตป๊อบ พร้อมจะคั่วหญิง เป็นฮูลิแกน และต้องระวังเด็กแว้นในลอนดอนหยิบมีดมาแทง สรุปคือ ฝั่งอังกฤษก็ซ่าพอกัน

 

          หนึ่งปีที่ต้องฝึกหลบหลีก "กองขี้หมา" บนท้องถนนฝรั่งเศส(ภาษาฝรั่งเศส คำว่า Merde ตรงกับคำว่า Shit ในภาษาอังกฤษครับ คงไม่ต้องแปลเป็นภาษาไทยอีกต่อหนึ่งแล้วมั้ง) คงทำให้พอลเรียนรู้ที่จะเอาต้องรอดจากเจ้านายคู่รักคู่แค้นชาวปารีเซียนได้เป็นอย่างดี

 

          หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการหยิกๆ กัดๆ ขบๆ ของสองเชื้อชาติที่หยิ่งทะนงว่า "ข้าใหญ่" เพียงเพราะได้แชมป์ฟุตบอลโลกคนละสมัยกันอย่างเมามันเลยทีเดียว

 

          จนน้ำลายอาจจะไปกระทบเหล็กของหอคอยไอเฟลให้บังเกิดสนิมขึ้นมาจนลดความสวยลงไปมากมายเลยทีเดียว

 

edit @ 22 Apr 2009 17:36:26 by ณัฐกร เวียงอินทร์

edit @ 7 May 2009 19:12:01 by ณัฐกร เวียงอินทร์

edit @ 14 Sep 2009 12:24:10 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

พอดีเพื่อนให้ยืมมาอ่านแล้วชอบมาก เลยหาภาคต่อทั้งหลายรวมทั้งเล่มนี้ด้วย แต่ว่าที่ไหนก็ไม่มีขายอ่ะค่ะ มีแต่ talk to the snail (ซึ่งก็ซื้อมาแล้ว อิอิ)

มีที่ไหนแนะนำไหมคะที่พอจะหาซื้อได้ อยากอ่าน อิอิ

kiwimissie@hotmail.com

ขอบคุณค่ะ
เอิร์ธ

#4 By เอิร์ธ (125.25.10.246) on 2011-06-18 14:43

คุณพุ่งเข้ามาเจิม!

#3 By 11 on 2009-10-13 13:41

กำลังอ่านอยู่เหมือนกันค่ะ เห็นมีสองเล่ม ไม่แน่ใจว่าจะสนุกไหม เลยลองซื้อเล่มแรกอ่าน ปรากฎว่าสนุกมากๆ สำนวนเจ็บๆคันๆ เวลาจิกคนฝั่งเศสของตัวเอกนั้นอ่านแล้วขำมากๆค่ะ ยิ่งเวลาแปลคนฝรั่งเศสที่พูดภาษาอังกฤษไม่ชัด ขำดีค่ะ คือจินตนาการเห็นภาพเลย

สรุป ควรจะมีทั้งสองเล่มเลยค่ะ สนุกมาก

#2 By Khun Vivian (58.10.146.145) on 2009-10-09 11:29

อ่านเล่มtalkแล้วขำมาก

#1 By พ. on 2009-04-24 21:58