จิตวิญญาณตุ๊กตาล้มลุก

...จากโนบิตะถึงสตีฟ จอบส์



หากพูดถึงตุ๊กตาล้มลุก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคงจะเป็นตุ๊กตาสีสวยน่ารักที่มีจังหวะดุกดิก ลุกแล้วล้ม ล้มแล้วลุก ซึ่งก็คงเปรียบเปรยกับชีวิตของคนที่เมื่อมีขึ้น ย่อมมีลงเป็นธรรมดา


ที่ตรงนี้เลยขอแนะนำเรื่องราวของคนที่มีชีวิตเป็นดังตุ๊กตาล้มลุกว่า ในวันที่พวกเขาล้ม พวกเขากลับขึ้นมายืนอย่าง สง่างามได้เช่นไร ?

 

 

 



คนแรกก็คือ โนบิตะ...แม้ว่าเด็กน้อยขี้แยจากการ์ตูนเรื่องโดเรมอนคนนี้ จะไม่ใช่บุคคลในชีวิตจริง แต่มีอยู่ตอนหนึ่งในเรื่องนี้ที่ถือว่าเป็นตอนที่คลาสสิกที่สุดที่น่าเก็บมาคิดนั่นคือ ตอน "ตุ๊กตาล้มลุก"


ในตอนนั้นโนบิตะทำแหวนทองคำขาวของแม่หายไป จึงไปขอร้องให้โดเรมอนให้ช่วยตามหา โดเรมอนจึงหยิบเครื่องตาม หามาให้ โดยที่ถ้านึกสิ่งของที่หายไปสิ่งของนั้นจะกลับมา นอกจากจะได้แหวนคืนมาแล้ว สิ่งของในอดีตสมัยเด็กของ โนบิตะที่หายไปก็ถูกเรียกคืนกลับมา หนึ่งในนั้นคือ ตุ๊กตาล้มลุก


แล้วความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับของเล่นชิ้นนี้ก็ผุดขึ้นมา


เด็กน้อยโนบิตะหกล้มในสวน ร้องไห้งอแงจนคุณย่าที่ไม่สบายอยู่ต้องเข้ามาปลอบเด็กน้อย โดยหยิบตุ๊กตาล้มลุกมาเล่นให้ดู


"ตุ๊กตาล้มลุก เก่งเนอะ ไม่ว่าล้มกี่ครั้งก็ไม่ร้องไห้ กลับลุกขึ้นมาได้เอง ถ้าโนบิตะเป็นเด็กเข้มแข็งลุกขึ้นได้เอง ไม่ว่าจะล้มกี่ครั้งกี่หน ย่าจะดีใจมาก"


โนบิตะได้สัญญากับคุณย่าว่าจะเป็นตุ๊กตาล้มลุกที่แม้จะต้องล้มสักกี่ครั้งก็จะลุกขึ้นยืนใหม่...


...


ส่วนในชีวิตจริง บุคคลที่ลุกขึ้นสู่แบบเจ้าตุ๊กตาล้มลุกนั้นมีมากมาย อย่างในบ้านเราคงจำกันได้ว่า ในตอนวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่บ้านเราเมื่อปี 2540 มีคนล้มลงเยอะมาก แต่คนล้มลงคนหนึ่งทำให้เราได้ลิ้มชิมแซนด์วิชที่แสนอร่อยนั่นคือ "ศิริวัฒน์ แซนด์วิช"

 




ตำนานการต่อสู้แบบตุ๊กตาล้มลุกนั้นเริ่มขึ้นจาก ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิกุล อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือธนาคารกรุงเทพที่ผันตัวเองออกมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้วขาดทุนย่อยยับและตกอยู่ในสถานะเป็นหนี้


จากวิถีชีวิตเศรษฐี เขาเลยต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบชีวิต จากเดิมที่เคยมีพนักงานมากมาย ตอนนั้นเหลือพนักงานที่จะอยู่กับเขา 20 คน และต้องลดค่าใช้จ่าย (ยกเว้นเงินเดือนของ พนักงาน) เพื่อความอยู่รอด อย่างเช่น จากที่เช่าออฟฟิศ เดือนละ 100,000 บาท ก็เปลี่ยนเป็นเช่าทาวน์เฮาส์ เดือนละ 15,000 บาท แล้วมาขายแซนด์วิชแทน


20 เมษายน 2540 แซนด์วิช 20 ชิ้นแรกจาก "ศิริวัฒน์ แซนด์วิช" ได้ถูกนำออกมาขายโดยใช้เวลาทั้งหมด 6 ชั่วโมงครึ่ง


ผ่านมาได้ 12 ปีแล้ว ตอนนี้ "ศิริวัฒน์ แซนด์วิช" ไม่ได้ทำแซนด์วิชเพียงวันละ 20 ชิ้นอีกต่อไป เพราะธุรกิจของเขาต่อยอดไปจนถึงซูชิข้าวกล้อง (ข้าวกล้องห่อสาหร่าย), ปิต้าแซนด์วิช, ข้าวตัง, ขนมปังอบกรอบ, Coffee Corner, Coffee Catering และร้านเช้า-กลางวัน-เย็น


ครั้งหนึ่งศิริวัฒน์เคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสารผู้จัดการเมื่อ ปี 2542 โดยสรุปบทเรียนชีวิตแบบทางสายกลางตามหลักพระพุทธศาสนา ว่า "จะทำอะไรก็ตามจะไม่ทำเกินตัว ถ้าเหนื่อยก็หยุดและไม่ใช้จ่ายเกินกว่าที่หามาได้"


เพราะหลักคิดนี้เองกระมังที่ทำให้เขาผ่านพ้นมรสุมชีวิตมาได้จนถึงวันนี้


...


จากปี 2540 ผ่านมา 10 กว่าปีจนมาถึงปี 2552 ระเบิด ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจถูกเปลี่ยนรสชาติจากต้มยำกุ้งมาเป็น แฮมเบอร์เกอร์ ทำให้เศรษฐกิจทรุดลามไปทั่วโลก โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ที่ทำให้มีคนตกงานมากมาย

 




แต่หนึ่งในนั้นยังมีคนตกงานวิญญาณตุ๊กตาล้มลุกอยู่คนหนึ่งนั่นคือ นายเคน คาร์ปแมน (Ken Karpman) ซึ่งอาจจะเป็นตัวแทนคนสู้ชีวิตของอเมริกันชนยุคนี้เลยทีเดียว เพราะชายผู้นี้ตกงานจากตำแหน่งซีอีโอแต่สามารถยืนหยัดกลับมาทำธุรกิจ ที่แม้ว่ารายได้จะไม่งามเท่ากับงานเดิม แต่ก็ยินดีทำนั่นคือ การขายพิซซ่า


จากแต่เดิมอดีตนักธุรกิจจากรั้วบิสซิเนสสกูล เอ็มบีเอ จากรั้วมหาวิทยาลัย UCLA ได้ดำรงตำแหน่งซีอีโอของบริษัท เฮดก์ฟันด์ที่เขาก่อตั้งขึ้นในปี 2005


ในตอนขาขึ้นของชีวิต เขามีรายได้สูงถึง 750,000 เหรียญสหรัฐต่อปี จนทำให้สามารถใช้ชีวิตที่แสนจะหรูหรา อย่างเช่น การใช้เงินมือเติบ ท่องเที่ยวรอบโลก ซื้อบ้านหลังโต เป็นสมาชิกกอล์ฟคลับที่หรูหรา


แต่สิ่งที่เขาพลาดไป คือ ไม่ได้ออมเงินไว้เผื่อวันขาลง


และไม่นานนัก...วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ทำให้องค์กรของเขาขาดทุนย่อยยับจนเขามีสถานะตกงาน เขาไม่มีเงินออม เป็นหนี้เครดิตการ์ด 1 แสนเหรียญสหรัฐ มีคนอุปการะลูกๆ เขาที่กำลังเรียนหนังสือ และบ้านของเขากำลังจะถูกยึด


ในความมืด ค้นหาดีๆ ย่อมเห็นทางสว่าง คาร์ปแมนหาทางออกให้กับชีวิตด้วยการเป็นพนักงานส่งพิซซ่าให้กับ Mike"s Pizza & Deli Station ที่ฟลอริดา


แม้ว่ารายได้จะน้อยนิดเมื่อเทียบกับรายได้เดิม คือ ได้เพียง 7.29 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง แต่เขาบอกว่ารู้สึกยินดีที่ได้ทำงาน และไม่เคยคิดว่าจะอับอายแม้ว่าบางครั้งต้องไปส่งพิซซ่าแถวๆ ออฟฟิศที่เคยทำงาน ด้วยความหวังที่ว่า สักวันชีวิตจะกลับมาเป็นเช่นเดิม


มุมคิดเชิงบวกบอกเขาว่า อเมริกาคือดินแดนแห่งโอกาส แล้วเขาไม่ได้คิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือความพ่ายแพ้


สู้ต่อไป ทาเคชิ !


...


"ปล่อยมันให้ล้มบ้างก็ได้ ปล่อยมันให้แพ้บ้างก็ได้ ก็แค่หกล้มแล้วลุกขึ้นยืนใหม่"


เพลง "ล้มบ้างก็ได้" ที่แต่งโดย บอย-โกสิยพงษ์ เพลงนี้บอกเล่าสัจธรรมชีวิตคนได้ชัดเจนเหลือเกิน



 ผู้ยิ่งใหญ่ ย่อมเคยล้มมาก่อน




 

คนพันธุ์ "ตุ๊กตาล้มลุก" คนสุดท้ายที่เราอยากจะแนะนำก็คือ สตีฟ จอบส์ ผู้บริหารระดับสูงของแอปเปิลคอมพิวเตอร์ ที่ก่อนจะมีคอมพิวเตอร์แมคอินทอช ไอพอด ไอทูนส์ ไอโฟน 3จี มายั่วน้ำลายเป็นระยะ จอบส์เองคงต้องอุทานออกมาว่า "ผมเจ็บมาเยอะ"


เพราะอดีตในปี 1976 เขาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์ แล้วผ่านไประยะหนึ่งเขากลับถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาปลุกปั้นขึ้นมาในปี 1985


แม้ว่าจะเป็นคนตกงาน แต่เขากลับบอกว่า นี่คือช่วงที่ดีที่สุดของชีวิต จอบส์เล่าว่า เพราะเขาไม่ต้องแบกรับความสำเร็จที่เคยทำมาในอดีต ทำให้มีอิสระที่จะสร้างสรรค์สูงสุด (จากหนังสือ "ชาติ ศาสนา วาซาบิ" โดยภิญโญ ไตรสุริยาธรรมา ส.น.พ.โอเพ่นบุ๊คส์)


เขาจึงปลุกบริษัทคอมพิวเตอร์ขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อว่า "เนกซ์" (Next) และก่อตั้งพิกซาร์ สตูดิโอขึ้นมาในปี 1986 ซึ่งทำให้เวทมนตร์ภาพยนตร์แอนิเมชั่นฉบับกราฟิกเผยแพร่ไปทั่วโลก โดยมีหลักไมล์ความสำเร็จแรกอยู่ที่ "Toy"s Story" (1995) จนมาถึงแอนิเมชั่นออสการ์ในปีนี้อย่าง "Wall-E" (2008)


ด้วยความโดดเด่นเช่นนี้ทำให้ในที่สุดจอบส์ก็กลับคืนสู่บ้านแอปเปิลหลังเดิมในฐานะผู้บริหาร เพราะในปี ค.ศ.1996 แอปเปิลได้ซื้อกิจการบริษัทเนกซ์ คอมพิวเตอร์ด้วยราคา 402 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเขากลับคืนสู่บริษัท


แม้ว่าตอนนี้โรคมะเร็งที่ตับอ่อนจะทำให้พลังงานของเขา ลดลงไปบ้าง แต่การกลับมาของเขาในวันนี้คงจะพูดกันได้ เต็มปากว่า เขาคือผู้ชนะที่แท้จริง


จิตวิญญาณตุ๊กตาล้มลุกของเขาไปเช่นไร ? เราอาจจะทำความเข้าใจผ่านประโยคนี้ของเขาในการกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี 2005 อันเป็นสุนทรพจน์ชื่อดังว่า


"เวลาของพวกคุณมีจำกัด ฉะนั้นอย่าปล่อยให้มันเปล่าประโยชน์ด้วยการใช้ชีวิตตามแบบของคนอื่น อย่าตกเป็นทาสของกฎเกณฑ์ นั่นคือใช้ชีวิตตามความคิดของคนอื่น อย่าปล่อยให้เสียงของคนอื่นดังกลบเสียงหัวใจของเราเอง และที่สำคัญที่สุด จงมีความกล้าที่จะเดินไปตามสิ่งที่หัวใจและสัญชาตญาณเรียกร้อง ทั้งสองเสียงจะบอกคุณว่า คุณต้องการเป็นอะไร ทุกอย่างที่เหลือเป็นเรื่องรองลงมาทั้งสิ้น" (จากหนังสือ "วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน" โดยสฤณี อาชวานันทกุล สนพ.โอเพ่นบุ๊คส์)

 

 

 

งานของผมจาก http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02dlf03270452&day=2009-04-27§ionid=0225

edit @ 5 May 2009 21:22:09 by ณัฐกร เวียงอินทร์

edit @ 14 Sep 2009 12:23:14 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

สุยยอมคับ...
คนที่ล้มแล้ว แต่ไม่ยอมท้อ ลุกขึ้มมาแก้ตัวใหม่ และไม่ยอมแพ้ จนถึงที่สุดพวกเขาก็ประสบณ์ความสำเร็จอย่างสูง...
สุด+ยอด+มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆคับ

#4 By แค้ม (223.204.94.13) on 2011-10-07 18:27

แจ่มเลย

#3 By on 2009-05-05 22:10

อย่าปล่อยให้เสียงของคนอื่นดังกลบเสียงหัวใจของเราเอง


ชอบจังเลย


ขอบคุณนะคะ ที่เอาสิ่งดีๆมาให้ได้ดู confused smile

#2 By 3o7 on 2009-05-05 21:32

ตัวใหญ่ล้มดัง แต่ล้มแล้วลุกได้นี่เก่งนะ
หลายคนไม่ลุก.....

#1 By Nerd de Scriptorus on 2009-05-05 21:30