ระเบิดแห่งความสุข

...ลมไต้หวันกำลังจะมา

 

 

 

 

          "ทำไมวรรณกรรมญี่ปุ่น และวรรณกรรมเกาหลี จึงได้รับความนิยมอย่างมากจากนักอ่านไทย ทว่าสำหรับวรรณกรรมจากไต้หวันกลับไม่เป็นเช่นนั้น"

 

          นี่คือข้อสังเกตจากสำนักพิมพ์ฟรีฟอร์ม ซึ่งตั้งใจจะดันวรรณกรรมจากไต้หวันเข้าสู่สายตานักอ่านเมืองไทย

 

          ฟังดูแล้วเห็นจะจริง เพราะตอนนี้เหลียวไปไหนก็เห็นวรรณกรรมรสชาติกิมจิแกล้มปลาดิบเต็มไปหมดบนแผงหนังสือ

 

          แต่เมื่อมองไปที่วรรณกรรมไต้หวัน นอกจากงานการ์ตูนลายเส้นสวยๆของจิมมี่ เหลียว แล้ว ที่พอจะเห็นมีแฟนหนังสือตามบ้างก็เห็นจะมี งานของกิดเด้นที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน งานของว่านว่าน และ โหว เหวิน หย่ง ของสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์

           แต่ยังไงก็ถือว่าน้อยมากทีเดียวเมื่อเทียบกับกองทัพเกาหลี ญี่ปุ่นอันเกรียงไกร

          ว่าตามนั้น ฟรีฟอร์มเลยมองว่า ได้เวลาปลุก T(Taiwan) Pop ในวงการวรรณกรรมที่บ้านเรากันได้แล้ว

 

          โดยเริ่มจากงานของ หวงเยวี่ยน...

 

          หวงเยวี่ยน คงเหมือนกับนักเขียนไต้หวันอีกหลายคนที่เริ่มต้นสร้างชื่อเสียงมาจากโพสต์นิยายในอินเตอร์เน็ตแล้วเกิดจับใจนักท่องโลกไซเบอร์ขึ้นมา

 

          งานเล่มแรกที่ถูกแปลออกมาก็คือ "ผู้ชายเหมือนระเบิด(ความสุขกำลังจะมา)"

 

          "มากไปไหมเนี่ย!!!"

 

          เสียงอุทานที่ถูกอุทธรณ์ให้เบาลง เพราะสถานที่เริ่มอ่านหนังสือคือ บนรถไฟฟ้า มิเช่นนั้นอาจจะถูกยามหามไปเช็คประสาทได้

 

          มูลเหตุของการอุทานเพราะเห็นคำโปรยบนปกสีเหลืองสวยว่า "นี่คือพันธ์หมาบ้าฉบับระเบิดสีชมพู" จากคำนิยมของคุณ 'ปราย พันแสง

 

          การให้คำนิยม หากว่าเนื้อในสมน้ำสมเนื้อกับข้อความยกย่องแล้ว หนังสือจะมีคุณค่าเท่าทบทวี

 

          แต่หากว่าอ่านแล้วไม่รู้สึกเช่นนั้น บางทีนี่อาจเป็นตราบาปสลักบนปกหนังสือเล่มนั้นก็ได้ ยิ่งเป็นการอ้างอิงถึงวรรณกรรมอารมณ์ฮิปปี้ที่แสนอมตะอย่าง "พันธุ์หมาบ้า" ของชาติ กอบจิตติแล้ว หากหนังสือทำหน้าที่กระแทกอารมณ์ไม่เท่ากับ "พันธุ์หมาบ้า" ล่ะก็ ฮึ่ม...น่าดู

 

          "อย่างเพิ่งขู่คนอ่านสิ" มุมสว่างในตัวผมเริ่มเตือนเจ้าตัวปิศาจที่อยู่ในร่างเดียวกันที่กำลังเกรี้ยวกราดอยู่ "ลองเข้าไปอ่านกันดูก่อน"

 

          "ไอ้หน้าโง่ที่เดินไม่รู้ตาม้าตาเรือคนไหนกันนะ เดี๋ยวแม่แจกอัพเปอร์คัตให้สักหมัดแล้วจะรู้สึก"

 

          ประโยคนี้ทำให้โชคชะตาของหนุ่มบาวสาวปาน เอ๊ย! หนุ่มแสบกับสาวซ่ามาพบเจอกัน

 

          เสี่ยวเลี่ยง หนุ่มแสบตามท้องเรื่องต้องมาทำความรู้จักกับ anneshu สาวซ่าเพราะว่าเขาเดินทานโดนัทโดยไม่สนใจมองทางเดิน เลยเดินชนกับสาวเจ้าเข้า จึงเจอหมัดสวนเข้าไปจนเลือดกำเดาไหล

 

          "ช่วยเก็บผ้าเช็ดหน้าของฉันหน่อยได้ไหม?" นี่ไม่ใช่การทอดสะพาน แต่เป็นเหตุจำเป็นที่ anneshu ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าตัวเองซับเลือดฝ่ายชาย

 

          เรื่องคงจะจบอย่างโรแมนติก ถ้าหากว่าหยุดไว้ตรงนี้ แต่เผอิญพ่อพระเอกจอมแสบอยากทวงโดนัทที่เสียหายคืน

 

          ส่วนแม่นางเอกเลยบอกว่าต้องแลกเปลี่ยนกับผ้าเช็ดหน้าของเธอ

 

          โดนัท กับ ผ้าเช็ดหน้า คงจะเป็นข้อเสนอแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อ ถ้าผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไม่ใช่แบรนด์เนมสุดหรูอย่าง Burberry

 

          ปฏิบัติการแก้เผ็ดกันจึงเกิดขึ้น จนต่อมาเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์จนถึงระดับ มิตรภาพของเพื่อนรักต่างเพศ

 

          มิตรภาพอย่างนี้ ไม่อาจจะผันแปรเป็นความรักกันฉันแฟนหนุ่มสาว ด้วยเหตุที่ว่าทั้งคู่ต่างมีคนรู้ใจอยู่แล้ว

 

          แล้วทั้งคู่จะรักษาความสัมพันธ์แบบเพื่อนไว้อย่างไร? เป็นประเด็นที่ชวนติดตามในหนังสือเล่มนี้ที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมพ๊อพ คัลเจอร์แบบไต้หวันในช่วงปี 2003 ที่อยากจะบอกว่า แม้จะเชยสะบัดเพราะเขาจีบกันโดยใช้แชตรูม(โถๆ สมัยนี้มีทั้ง Hi5 MSN Facebook imeem และ Blog ต่างๆ ให้เลือกรับประทานแล้วครับ) แต่ถ้าไม่มองมุมนั้น นี่เป็นหนังสือที่คนสไตล์ชิกชิกอ่านสนุกอีกเล่มหนึ่งทีเดียว

 

          แม้จะความแสบสันต์อาจจะด้อยกว่า "พันธุ์หมาบ้า" ของเราบ้าง แต่บทสรุปก็คือ

 

          สอบผ่านครับ ฟันธง!

 

            

edit @ 14 Sep 2009 12:23:04 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

เข้ามาทักทายครับผม หวังว่าระเบิดนั่นจะนำพาความสุขมาให้จริงๆ นะครับ ^^

#1 By Beermyself on 2009-05-07 22:10