ขบวนการเด็กหญิงปากตลาด...ผ่านโรงหนังเก่าแล้วเราเศร้าใจ

 

 

          กลิ่นอับชื้น และเก้าอี้ที่ใกล้จะพังมิพังแหล่ นี่คงเป็นบุคลิกเฉพาะของสถานที่ที่เรียกว่า โรงหนังเก่า

 

          แม้ว่าจะดูไม่น่าพิสมัย แต่สำหรับหลายคน นี่อาจจะเป็นที่เก็บความทรงจำที่แสนสดใส

 

          จำได้ว่า สมัยผมเป็นเด็กน้อย ที่จังหวัดนครนายกมีโรงหนังอยู่เพียงโรงเดียวซึ่งผมจำชื่อไม่ได้แล้ว เป็นโรงหนังชั้นที่ราคาตั๋วอยู่ระหว่าง 10-15 บาท ซึ่งถือว่าราคาสูงอยู่พอประมาณหากเทียบว่าในสมัยนั้น (2530-2534) ข้าวแกงที่ขายทั่วไปประมาณจานละ 10 บาท

 

          แต่ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเด็กน้อยที่จะแอบเข้าไปดูหนัง หากวันใดที่ผู้ปกครองไม่หิ้วเข้าโรงหนัง ผมต้องใช้เทคนิคมากมายที่จะทำให้เข้าไปดูหนังฟรี อย่างเช่น เดินตามผู้ใหญ่เข้าโรงหนัง หรือรอคนขายตั๋วเผลอแล้ววิ่งจู๊ดเข้าไปแบบไร้เงา จนกระทั่งพี่คนขายตั๋วปล่อยให้เป็นอภิสิทธิ์ชน สามารถเดินเข้าไปในโรงหนังได้เลยเพื่อตัดความรำคาญ

 

          ณ ที่แห่งนั้น ทำให้ผมรู้จักกับสรพงศ์ ชาตรี , จารุณี สุขสวัสดิ์ , บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ , พันนา ฤทธิไกร และดาวบู๊อีกมากมาย เพราะทางโรงหนังเน้นหนังไทยสไตล์แอ๊คชั่นเป็นหลัก ทั้งยังรู้จักหนังภาคต่ออย่างเรื่อง "ทอง" ไปจนถึง "ผีปอบ"

 

          แต่ด้วยเงื่อนไขชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ผมต้องย้ายบ้านไปอยู่ที่จังหวัดอื่น

 

          พอโตขึ้นจนรู้ความ หลายสิบปีผ่านไป มีโอกาสกลับไปพื้นที่ตรงนั้น ปรากฏว่าที่แห่งนั้นกลายเป็นที่ตั้งของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งไปแล้ว

 

          ที่ตรงนั้นเลยเหลือเพียงความทรงจำ ซึ่งก็ไม่ต่างจากโรงหนังเก่า ณ ที่อื่นๆ ซึ่งใกล้จะล้มหายตายจากไปจากแผนที่ในเมืองไทยไปทีละเล็กละน้อยตามสัจธรรมทางธุรกิจ

 

          แม้ว่าแผนที่ทางภูมิศาสตร์จะลบโรงหนังเก่าออกไปบ้าง แต่พื้นที่แห่งความทรงจำของหลายคน ยังคงบรรจุวันคืนชื่นสุขของโรงหนังชั้นสองไว้อย่างเต็มเปี่ยม

 

          อย่างเช่น หนังสือเรื่อง "ขบวนการเด็กหญิงปากตลาด" ผลงานของธรธร สิริพันธ์วราภรณ์(สนพ.มติชน)

 

          หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องของแก๊งค์เด็กน้อยโรงเรียนแสงหิรัญในย่านพระโขนง ภายใต้ฉากหลังที่เป็นตลาด โรงเรียน และโรงภาพยนตร์

 

          แก๊งเด็กน้อยกลุ่มนี้ นำโดย จัน สาวปากตลาดลูกเจ้าของโรงภาพยนตร์พระโขนงเธียเตอร์และพระโขนงรามา และผองเพื่อนอย่าง ซันโย ชมพู่ วรรณา แมวน้อย และพิมพา ซึ่งพวกเธอตั้งชื่อกลุ่มของพวกเธอว่า "ขบวนการสายฟ้า" ตามชื่อของหนังทีวีญี่ปุ่นเรื่องดังในขณะนั้น

 

          เด็กกับเด็ก เมื่อมาอยู่ด้วยกัน เรื่องราวใส ซ่า ฮาก็ย่อมเกิดขึ้น ใครที่เคยอ่านหนังสือแบบเรียนมานี มานะ คงจะเข้าใจอารมณ์นี้ ต่างกันเพียงแต่ว่า หนังสือเล่มนี้ ไม่ได้เซ็นเซอร์คำพูดปากตลาดที่เด็กๆใช้ด่ากันในชีวิตจริง และไม่ได้เน้นวีรกรรมสอนจริยธรรมจ๋าแบบหนังสือของกระทรวงศึกษาธิการ เราจึงเห็นความน่ารักไร้เดียงสาของเด็กเหล่านี้ใกล้เคียงกับโลกแห่งความจริงยิ่งขึ้น

 

          แต่ในความน่ารักสดใส เรื่องราวที่นำเสนอควบคู่ไปตลอดทั้งเรื่อง การต่อสู้ทางธุรกิจของปะป๊าน้องจัน ที่ต้องต่อสู้เพื่อให้โรงหนังของเขาอยู่รอด ด้วยกลวิธีทางธุรกิจมากมายเพื่อดึงดูดลูกค้า อย่างเช่น การจัดเทศกาลหนังดัง การนำคอนเสิร์ตต่างประเทศเข้ามาจัดในโรงหนัง การเปลี่ยนมาฉายหนังควบ ซึ่งก็สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่ออกจะไม่สำเร็จมากกว่า

 

          จนในที่สุด โรงหนังของเขาและโรงหนังใกล้เคียงต้องล้มหายตายจากไป เพราะกระแสของโรงหนังกลุ่มมัลติเพล็กซ์ตามห้างสรรพสินค้า

 

          อาจจะดูเป็นเรื่องน่าเศร้า พยายามคิดเสียว่า การเกิดขึ้นและการล้มหายตายจากเป็นเรื่องปกติของธุรกิจที่เราต้องเข้าใจ

 

          ผมกับธรธรเล่าเรื่องโรงหนังของเราแล้ว แล้วโรงหนังเก่าของพวกคุณ มีหน้าตาเป็นเช่นไร?

 

 

edit @ 14 Sep 2009 12:22:44 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet