Dinner in the Dark…สว่างและมืด บนโลกเดียวกัน

 

           

 

ความสว่างเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ความมืดเป็นบ่อเกิดความคิดในเรื่อง ความกลัว

คุณว่าจริงไหม?

 

          เพราะมิเช่นนั้นแล้ว เราจะกลัวข้างทางในยามกลางคืนมากกว่ากลางวันไปใย?

 

          แม้ว่าจะเกรงกลัวความมืด แต่หากในบางครั้ง ได้ฝึกฝนตัวเองอยู่กับโลกที่เรามองไม่เห็นเลย อาจจะเป็นภูมิคุ้มกันอันดีต่อ ความกลัว ที่จะปรากฏในชีวิตได้ทุกเมื่อ

 

          ปลายเดือนที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมที่มีชื่อว่า “Dinner in the  dark” ที่โรงแรมพูลแมน คิง พาวเวอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศสกรุงเทพในปีนี้

 

          ฟังจากชื่อแล้ว ชวนให้นึกถึงหนังเรื่องเยี่ยมของลาร์ส วอน ทีเยต์ ที่ชื่อ Dancer in the Dark (2000) เป็นเรื่องราวรันทดของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกำลังจะตาบอดจากโรคซึ่งเป็นกรรมพันธุ์ เธอจึงพยายามเก็บเงินเพื่อผ่าตัดตาให้กับลูกชาย

 

          แต่คราวนี้ ไม่หนักหนาสาหัสขนาดนั้น เพราะงานนี้จะให้เราร่วมดินเนอร์บนโต๊ะอาหารแบบฝรั่งเศส ซึ่งรับรองว่า นี่มิใช่การทานดินเนอร์ธรรมดา แต่เป็นการดินเนอร์ท่ามกลางความมืดสนิทที่ไม่มีแม้แต่เสี้ยวเทียนให้แวบตามอง โดยบริกรที่คอยดูแลเราเป็นผู้พิการทางสายตา

 

          รูปแบบของร้านจำลองมาจากภัตตาคาร “Dans le Noir” จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

 

          พอเข้ามาในร้านแล้ว ไม่ต้องตั้งคำถามว่า ร้านนี้ตกแต่งสไตล์ไหน? เพราะในห้องอาหารมืดในระดับที่ว่าเพื่อนร่วมกันต้องจูงมือกันเข้ามานั่งที่โต๊ะอาหาร

 

          ผมค่อยๆลูบคลำอุปกรณ์ที่ใช้ทานอาหารว่าอยู่แห่งหนใดโดยอาศัยความคุ้นชินในยามที่ตามองเห็นเป็นเครื่องมือทำความเข้าใจว่า จาน ช้อน ส้อม และแก้วน้ำวางอยู่ที่ใด

 

          ไวน์จากบริกรค่อยๆรินลงมาที่แก้วไวน์ของผม...

 

          ลองทายดูสิคะ ว่านี่คือ ไวน์อะไร?

 

          ในความมืด ผมทายอะไรไม่ได้มาก แต่ผิวสัมผัสเย็นเฉียบที่แก้วไวน์แสดงให้เห็นว่าไวน์ขวดนี้ต้องแช่เย็นจัดซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการเสิร์ฟไวน์ขาว

 

          ผมคาดเดาถูกครับ ไวน์นี้คือไวน์ขาวจริงๆ

 

          เมื่อทานอาหารไล่จากจานเรียกน้ำย่อยซึ่งเป็นจานเริ่มต้น ผ่านอาหารจานหลัก จบที่ของหวาน สิ่งที่ผมสังเกตเห็นในตัวเองก็คือ เมื่อประสาทสัมผัสตาทำงานไม่ได้ มันส่งผลให้เราละเอียดอ่อนกับประสาทสัมผัสที่ใช้มองโลกในส่วนอื่นๆมากขึ้น

 

          ผมได้กลิ่นหอมของใบเบซิล(โหระพา)และมะกอกในอาหารเรียกน้ำย่อย ผมมีความรู้สึกว่ากลิ่นของปลาหิมะในอาหารจานหลักมีส่วนคล้ายกับกลิ่นปลาแซลมอน ผมรับรู้ถึงความนุ่มหลังจากทานขนมซุฟเฟล่ปิดท้าย แถมระหว่างการทานอาหาร บทสนทนาระหว่างเพื่อนร่วมโต๊ะก็ดูน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเราจะต้องตั้งใจฟังให้ดี

 

          สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมรื่นรมย์ได้แม้ว่าจะไม่เห็นรูปร่างที่แน่นอนของบรรยากาศรอบข้างของเราเอง

 

          แล้วความกลัว ความมืด หายไปไหน?

 

          ใช่หรือไม่ว่า ความกลัว ในความมืดเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง?

 

          เมื่อไฟเปิดขึ้น โลกเข้าสู่สภาวะปกติ

 

          สิ่งที่ผมเรียนรู้เพิ่มขึ้นภายในเวลา 1 ชั่วโมง ก็คือ บนโลกแห่งความสว่าง เราเข้าใจโลกแห่งความมืดของผู้พิการทางสายตามากขึ้นว่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

 

          และเราทั้งสอง ต่างก็อยู่บนโลกผืนเดียวกัน

 

edit @ 1 Jul 2009 16:20:56 by ณัฐกร เวียงอินทร์

edit @ 14 Sep 2009 12:21:53 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

นำมาแจ้งค่ะ ปีนี้ก็มีจัดขึ้นอีกที่โรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำ ลองมาหาข้อมูลเพราะเห็นว่ากิจกรรมน่าสนใจดี และเลยมาแชร์ให้เจ้าของ Blog ทราบค่ะ

#2 By Amai (58.137.61.67) on 2011-01-25 14:27

กิจกรรมน่าสนใจนะครับ

น่าไปทำบ้าง open-mounthed smile

#1 By jonmufc on 2009-07-01 16:38