กลองไทโกะ...จังหวะหัวใจจากเจแปน

 

  

          เรื่องราวเริ่มต้นจากที่ วันหนึ่งเดินเลาะเลี้ยวเที่ยวแถวศูนย์การค้าสยามพารากอน แล้วเดินผ่านลานน้ำพุ

 

          ปกติ ลานตรงนี้ก็มีกิจกรรมอยู่เรื่อยๆอยู่แล้ว แต่มาวันนี้ดูแปลกตามาก เพราะเห็นกลองเรียงรายอยู่เต็มไปหมด บรรยากาศก็ดูญี่ปุ่นมาก

 

          สักพักก็มีฝรั่งทั้งจากฝั่งตะวันตกและตะวันออกมาร่วมกันตีกลองมากมายหลายขนาดด้วยจังหวะที่สุดสนุกสนานบนฉากหลังที่มีน้ำพุเปิดประกอบจังหวะ

 

          นี่คือความรื่นรมย์เล็กๆในยามบ่ายที่ได้ประสบพบเจอ...

 

          เลยแอบไปสืบมาว่า นี่คือ การแสดงชนิดใด?

 

          คำตอบที่ได้ก็คือ นี่คือการแสดงกลองไทโกะ(Taiko)จาก คณะกลองไทโกะแสตนฟอร์ด

 

          การแสดงเช่นนี้ เคยเห็นในหนังสือการ์ตูนหรือภาพยนตร์ญี่ปุ่นบ้าง แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า กลองไทโกะ คือ อะไร ? ต้องไปตามสืบดูกันสักหน่อยแล้ว

 

          "ไทโกะ" นั้น ความหมายในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า กลอง แต่สำหรับสายตาคนนอกเกาะญี่ปุ่นแล้ว ความหมายของ ไทโกะ นั้น เป็นรูปแบบการแสดงการตีกลองญี่ปุ่นนี้เป็นหมู่คณะ

 

          ในสมัยก่อนนั้น การตีกลองไทโกะเป็นการแสดงเดี่ยว เพื่อประกอบกิจกรรมทางการทหาร พิธีกรรมทางศาสนา หรือพิธีในราชสำนัก เรียกได้ว่า ถ้าไปตามศาลเจ้าของญี่ปุ่นแล้วเจอกลองใบเขื่อง ให้สงสัยไว้ก่อนว่า นั่นคือ กลองไทโกะเป็นแน่แท้

 

          แต่กลองไทโกะ ในฐานะที่เป็นที่รู้จักทั่วไปว่าเป็นศิลปะสมัยใหม่นั้น เริ่มต้นเมื่อปี 1951 โดยนายไดฮาชิ โอกุชิ มือกลองแนวแจ๊สชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบุคคลแรกที่ออกแบบการแสดงกลองไทโกะแบบหมู่คณะ หรือที่เรียกกันว่า คูมิ-ไดโก(Kumi-daigo)

 

          โดยจุดเริ่มต้นความคิดก็คือ โอกุชิ เคยไปตีกลองนี้ที่ศาลเจ้าแล้วเกิดสงสัยว่า ทำไมกลองชนิดนี้ต้องเล่นเพียงคนเดียว ก่อนหน้านี้ทำไมไม่เคยมีการเล่นเป็นหมู่คณะ

 

          ด้วยความคิดเช่นนี้ ทำให้โอกุชิ เกิดความคิดที่จะนำกลองไทโกะหลายๆแบบมาเล่นรวมกัน โดยมีการเพิ่มความเป็นแจ๊ซลงในจังหวะกลองตามแนวถนัดของเขาด้วย

 

          แม้ว่าการเพิ่มจังหวะแจ๊ซจะเป็นจุดเด่น แต่ปัญหาที่เขาค้นพบก็คือ คนที่มาเล่นกลองไทโกะกับเขาส่วนใหญ่จะถนัดตีกลองเรียบง่ายแบบเดิมๆที่เคยทำ ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาต้องคอยปรับปรุงจนพัฒนารูปแบบการตีกลองอย่างที่เห็นในปัจจุบันจนเกิดคณะกลองไทโกะที่มีชื่อว่า โอสุวะ ไดโกะ(Osuwa Daiko)

 

          แม้ว่าโอกุชิจะเสียชีวิตในวัย 84 ปี ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนตร์เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2008 แต่คุณูปการทางด้านดนตรีของเขา ซึ่งช่วยตั้งคณะกลองไทโกะเกิดขึ้นมาถึง 200 คณะ ทั้งในญี่ปุ่น สิงคโปร์ แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ทำให้ศิลปะแขนงนี้ขจรขยายไปไกล

 

          พอวัฒนธรรมนี้ขยายมาถึงอเมริกา ในปี 1990 มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, ลองแองเจลิส(UCLA) เป็นมหาวิทยาลัยแรกในอเมริกาที่มีคณะกลองไทโกะเกิดขึ้น แล้วต่อมาในปี 1992 มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จึงตั้งคณะกลองไทโกแห่งมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดขึ้นมา(คณะเดียวกันกับที่ผมไปเจอที่ลานน้ำพุของสยามพารากอนนี่แหล่ะครับ) จนทุกวันนี้ มีมหาวิทยาลัยในอเมริกาถึง 36 แห่งที่มีคณะกลองไทโกะ และถ้ามองทั่วแคว้นแดนลุงแซม จะมีกลุ่มคนเล่นกลองเหล่านี้ถึง 300 กลุ่มเลยทีเดียว

 

          สำหรับคณะกลองไทโกแห่งมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดนั้น มีนักศึกษาที่ร่วมตีกลองจำนวน 15 คน จากหลากหลายสาขาวิชา ไม่ว่าจะเป็นแพทยศาสตร์ ชีววิทยา คอมพิวเตอร์ วิศกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และอื่นๆ

 

          ใช่ว่าเด็กเหล่านี้จะตีกลองเป็นอย่างเดียว พวกเขายังสามารถที่จะแต่งทำนองไทโกะ พัฒนากลองไทโกะขึ้นมาเอง รวมไปถึงการออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับการแสดงอีกด้วย พวกเขาถูกรับเชิญไปแสดงทั่วสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก โดยครั้งล่าสุด พวกเขาได้รับเชิญจากประเทศจีน เข้าไปเป็นแขกพิเศษเพื่อไปแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในมหกรรมกีฬา โอลิมปิก ณ กรุงปักกิ่ง

 

          เล่าให้ฟังพอเป็นกระสาย หากอยากเห็นหน้าค่าตาของการแสดงกลองไทโกะกันล่ะก็ ไม่ต้องมาเดินเตร่ที่สยามพารากอนหรอกครับ เพียงแค่คุณเข้าไปในยูทูบ กดคีย์เวิร์ดว่า Taiko เจ้าศิลปะการแสดงแขนงนี้ก็จะเด้งขึ้นมาให้ท่านชมเองครับ

 

 

edit @ 14 Sep 2009 12:21:43 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคูณมากๆครับ
big smile open-mounthed smile surprised smile double wink

#1 By คนอยากเป็นนักเรียนายร้อย (61.7.169.160) on 2010-07-22 18:10