Gomorrah(2008)...สองนครากับความฉ้อฉล

 

 

          พูดก็พูดเถอะ หากท่านใดที่ได้ชมหนังตลาดแตกเรื่อง Angels & Demons ที่ว่าด้วยเรื่องราวของขบวนการลับๆที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคริสตจักร แล้วเกิดอารมณ์อยากจะไปเที่ยวอดีตอาณาจักรโรมันอันเกรียงไกร ณ อิตาลี หากได้ชมหนังอย่าง Gomorrah เราอาจจะรู้สึกว่า คิดผิดคิดใหม่ได้นะ

 

          ทุกสิ่งทุกอย่างมีหลายมุมมอง ในแง่ความสวยงามในเชิงการท่องเที่ยว อิตาลีเป็นประเทศที่น่าหลงไหล ทั้งมนตร์เสน่ห์ของอาณาจักรโรมัน คลองที่เมืองเวนิซ หรือ อลังการงานสร้างจากนายช่างอัจฉริยะ อย่าง ลีโอนาร์โด ดาวินชี , ราฟาเอล , ไมเคิล แองเจโล และ โดนาเทลโล( 4 ชื่อนี้ผมจำมาจากชื่อตัวละครเอกในเรื่องเต่านินจาครับ)

 

          แม้จะสวยงามอย่างไร แต่อย่าลืมว่า สำหรับทัวริสต์แล้ว กรุงโรมเป็นหนึ่งในนครท่องเที่ยวที่ต้องพึงระวังที่สุด ว่ากันว่ามีมิจฉาชีพอยู่ชุกชุม

 

          อีกทั้งหากมองไปในระดับสูงกว่ากุ๊ย อิตาลีขึ้นชื่อเรื่องมาเฟียเป็นอย่างมาก แถมผู้นำประเทศอย่างนายกรัฐมนตรีซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี จะถูกตั้งคำถามอยู่เป็นระยะๆในเรื่องจริยธรรม ทั้งต่อการบริหารบ้านเมือง และครอบครัว

 

          กลับมาที่หนังเรื่อง Gomorrah หนังฝีมือกำกับของ  มัตเทโอ การ์โรเน่ ได้รับเสียงฮือฮาจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ในฐานะที่ได้รับรางวัล Grand Prix หรือรองชนะเลิศเมื่อปีที่แล้ว

 

          หนังเรื่องนี้เป็นหนังได้ฉายภาพดินแดนรองเท้าบูทอีกมุมมองหนึ่ง นั่นคือโลกของ องค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า Gomorrah โดยมีฉากหลังของเรื่องเป็นเมืองเนเปิลส์ หรือ เมืองนาโปลี ดินแดนที่มาราโดน่าเคยมาจารึกชื่อในฐานะของเทพเจ้าในโลกของฟุตบอล

 

          การบอกเล่าเรื่องราวในหนังนั้น บอกผ่านเรื่องราวย่อยๆ 5 เรื่องราวที่สลับกันตลอดท้องเรื่อง ซึ่งได้แก่เรื่องราวของ คนเก็บเงินประจำแก๊งอาชญากรรม เด็กชายผู้ที่พยายามเข้ามาร่วมแก๊งให้ได้ สองวัยรุ่นเด็กแว๊นที่ป่วนไปทั่วเมืองจนเกิดไปขัดขากับมาเฟียเข้า นักออกแบบเสื้อผ้าในโรงงานเล็กที่แอบรับจ๊อบพิเศษจนเกือบซวย และเด็กหนุ่มปัญญาผู้มีอุดมการณ์สูงส่งที่มาฝึกงานกับนักธุรกิจผู้คิดเอาแต่ได้ที่มาทำธุรกิจเกี่ยวกับที่ทิ้งขยะพิษ

 

          หนังได้พาเราสำรวจอีกมุมของเมืองเมืองเนเปิลส์ที่สุดแสนจะเสื่อมโทรม เต็มไปด้วยปัญหาต่างๆไล่มาตั้งแต่ปัญหาของคนระดับรากหญ้านั่นคือ ปัญหาแรงงานต่างด้าว ยาเสพติด อาวุธสงคราม ไปจนถึงปัญหาของคนระดับบนอย่างนักธุรกิจที่ทำธุรกิจโดยที่ไม่สนใจความเดือดร้อนของชาวบ้าน เรียกได้ว่า คนทั้งสองชนชั้นหรือสองนครา ล้วนแล้วแต่แสบสันต์ไม่แพ้กัน และทุกคนตั้งแต่เด็กยันชรา พร้อมที่จะเป็นประจักษ์พยานของความเลวร้ายนั้นเหมือนกับเป็นเรื่องปกติที่เกิดในชีวิตประจำวัน

 

          มีฉากหนึ่งที่ตบหน้าสังคมชั้นสูงอย่างจริงจัง นั่นคือ ฉากที่นักออกแบบเสื้อผ้านั่งดูโทรทัศน์แล้วปรากฎว่าในตอนนั้นเป็นช่วงที่ดาราดัง อย่าง สกาเล็ต โยแฮนสัน กำลังเดินพรมแดงในชุดเดรสสีสวยที่ผู้ดำเนินรายการชมไม่ขาดปาก นักออกแบบเสื้อผ้าผู้นั้นก็ยิ้มอย่างภูมิใจราวกับจะบอกว่า เสื้อตัวนั้นฝีมือเป็นฝีมือที่ข้าทำเอง ซึ่งเหมือนกับจะประชดว่า เสื้อสวยๆที่ดาราคนนี้ใส่ มาจากความเจ็บป่วยความเหนื่อยยาก ของคนเล็กคนน้อยของสังคม

 

          ดูในภาพรวมแล้ว ตัวหนังเหมือนจะออกโทนสีหม่น แต่อันที่จริงตัวหนังก็เสนอทางออกที่น่าสนใจในตอนที่ เด็กหนุ่มปัญญาชนตัดสินใจเดินแยกทางกับนักธุรกิจผู้ฉ้อฉลเพราะไม่เห็นด้วยกับธุรกิจที่เอาเปรียบสังคมแบบนั้น

 

          อุดมการณ์ เป็นเรื่องที่กินไม่ได้ แต่ถ้าทำตามอุดมการณ์ได้ สังคมที่ดีก็จะเกิดขึ้น

 

          เราก็หวังว่า คนรุ่นใหม่ๆที่เปี่ยมอุดมการณ์คนอื่นๆจะคิดเปลี่ยนแปลงโลกในเชิงสร้างสรรค์

เช่นเดียวกัน

 

          ขอเพียงแต่อย่าเหนื่อยล้าแล้วไหลไปตามโครงสร้างสังคมที่ฟอนเฟะก็แล้วกัน

          

edit @ 8 Jul 2009 18:12:05 by ณัฐกร เวียงอินทร์

edit @ 14 Sep 2009 12:21:31 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet