อาบัณฑิตกับความขำขันแบบใสซื่อ

 

 

         อารมณ์ค่ำครึ้ม ที่ ร้านข้าวต้มริมฟุตบาทที่ใดที่หนึ่งในกรุงเทพฯ...

 

          คนกลุ่มหนึ่งกำลังถกเถียงกันอย่างสุดมันด้วยประเด็นมโนสาเร่ วนไปวนมาตามดีกรีของน้ำสีอำพันฟองฟูปริ่มแก้วที่อยู่บนโต๊ะอาหาร กับการเล่าเรื่องดารา หนังสือ หญิงสาว ฟุตบอล ดนตรี ทีวี หนัง ฯลฯ วนเวียนกันไป

 

          มีอยู่ประเด็นหนึ่ง ที่พวกผมหยิบมาคุยกัน แล้วปรากฏว่าเสียงแตกออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน นั่นคือ ประเด็นที่ว่า หลังจากที่อาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล กลับไปปัดฝุ่นทำหนังวัยรุ่นที่เคยสร้างชื่อให้กับตัวเอง อย่าง บุญชู ไอ-เลิฟ-สระ-อู (2551) และ อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง (2552) มีใครหลายคนในวงสนทนาไม่ขำกับมุกที่อยู่ในหนังทั้งสองเรื่องนี้

 

          นาทีความเคลื่อนไหวตรงนี้จึงเปรียบเสมือนเวทีโต้วาทีย่อยๆ ฝ่ายเสนอว่ามุกในหนังอาบัณฑิตไม่ขำก็พยายามนำเสนอว่า "ข้าว่า หนังวัยรุ่นของอาบัณฑิต อาจจะไม่ทันยุคสมัยแล้วว่ะ ดูแล้วไม่ค่อยขำ ถ้าเทียบกับมุกในหนังจีทีเอชนะ ข้าว่าคนละเรื่องเลย บางฉากก็ดูล้นๆยังไงก็ไม่รู้..."

 

          ฝั่งที่ค้านความคิด รีบสวนขึ้นมาทันควันว่า "ทำไมจะไม่ขำล่ะ อย่าง ฉากในบุญชูภาคใหม่ หลายฉากก็ฮาดีนะ อารมณ์คนใสซื่อบริสุทธิ์ของคนต่างจังหวัดอย่างบุญชูน่ะ ทำให้เรารู้สึกขำแบบอบอุ่น ไม่มีพิษไม่มีภัยนะ ผิดกับมุกคนกรุงเทพฯที่เราแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนคือตัวตนที่แท้จริง อันไหนคือการแสดง ด้านหน้าหลอกให้เราขำ แต่ตัวตนที่แท้จริงกลายเป็นอีกอย่าง...

 

          ...อย่าลืมสิว่า ข้าเอาบุญชูภาคก่อนๆมาเปิดดูด้วยกันทีไร พวกเอ็งก็มานั่งขำในความน่ารักของบุญชูและผองเพื่อนทุกที อย่าลืมมุกที่พี่ซูโม่กิ๊ก เถียงจ้าของร้านในร้านอาหารดิ่ หรือ มุกพี่คนนั้นที่เล่นบทพูดติดอ่างนี่ก็ฮาแตกแล้ว ยิ่งเป็นมุกของพี่ซูโม่เอ๋ ที่เล่นเป็นคนที่ชื่อประพันธ์ เวลาเจอคนอื่นทักว่า 'นึกว่าใคร ที่แท้ก็ประพันธ์นี่เอง' พี่แกก็วุ่นวายไปถามคนอื่นตลอดว่า 'นายนึกว่าเราเป็นใคร?' มุกนี้ฮาจนถึงไส้ติ่งเลยล่ะ เออ...แล้วน้องสายป่านที่เล่นเรื่องนี้ ตกลงยังเป็นแฟนกับนักดนตรีสกาคนนั้นหรือเปล่าว่ะ..."

 

          แล้วเรื่องราวก็วนกลับมาที่ ดารา หนังสือ หญิงสาว ฟุตบอล ดนตรี ทีวี หนัง ฯลฯ วนเวียนกันไป จนวงรินเบียร์สิ้นสุดลง

 

          ...............

 

          ผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่รู้สึกว่า หนังวัยรุ่น 2 เรื่องล่าสุดของอาบัณฑิตดูขาดๆเกินๆ ชอบกล บางมุกก็ไม่ได้รู้สึกฮาตามไปด้วย ผิดกับความทรงจำในวัยเด็ก ที่ในหัวมีรายชื่อหนัง(ภาคต่อ) ในดวงใจ นอกจาก บ้านผีปอบแล้ว ก็มีบุญชูนี่แหล่ะที่ดูได้ไม่รู้เบื่อ แต่ทำไมมาวันนี้ ความรู้สึกจึงเปลี่ยนไป

 

          จนมาวันนี้ ได้มีโอกาสมาดูหนังสั้นจำนวน 9 เรื่อง 9 ผู้กำกับ ภายใต้ชื่อ สวัสดีบางกอก ซึ่งเป็นหนังปิดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ

 

          อาบัณฑิต คือ หนึ่งในผู้กำกับเหล่านั้น เรื่องที่อากำกับ มีชื่อว่า "มาหานคร"

 

          ผมนั่งดูหนังเรื่องนี้ โดยไม่ได้คิดมาก่อนว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสุดท้ายที่อากำกับ เพราะวันต่อมา(1 ต.ค. 52) อาบัณฑิตได้จากโลกนี้เพื่อเดินทางไปยังที่อื่นแล้ว...

 

          หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของสามี-ภรรยา(กับบทบาทที่ยอดเยี่ยมของต๊อก-ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ และทราย เจริญปุระ) ชาวนาจากต่างจังหวัด 2 คน เก็บเงินเพื่อที่จะเข้ามาเที่ยวกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรสักครั้งหนึ่งในชีวิต

 

          ความซื่อๆของตัวละครทั้งสองนี้ ทำให้เรารู้สึกอมยิ้มไปพร้อมๆกับการได้นั่งดูวิวของวัดแจ้ง สะพานพุทธฯ และวัดพระแก้ว บวกกับการฉายภาพของมนุษย์เมืองกรุงที่รายล้อมตัวของทั้งสองคนนี้ ว่ามีร้ายดีปะปนกันไป

 

          เวลาเพียง 30 นาทีของหนังเรื่องนี้มีเพียงประเด็นท่องเที่ยวของสามีภรรยาคู่นี้ก็จริง แต่ก็ทำให้ความรู้สึกดีๆต่อหนังวัยรุ่นของอาบัณฑิตกลับคืนมาอีกครั้ง เพราะผมเข้าใจแล้วว่า ปัจจุบัน เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยสารเคมีแห่งความคิด ทำให้เราละเลยความสนุกในข้างทาง ความซื่อ(แต่ไม่บื้อ)ในตัวละครของอาบัณฑิตทำให้เราสามารถที่จะมีความสุขกับกับสิ่งง่ายๆกับความขำแบบบ้านๆได้ไม่ยากนัก

 

          ความรู้สึกเมื่อที่เราดูหนังอาบัณฑิตเมื่อครั้งเยาว์วัยกลับมาวนเวียนอยู่ในหัวอีกครั้ง...

 

          "...คนที่ผ่านชีวิตมา อย่างอานี่ผ่านมา 50 กว่าปี เราจะเห็นว่าไอ้สิ่งที่มันเชยในวันของเรา เดี๋ยวนี้ก็กลับมาฮิตใหม่"

           บัณฑิต ฤทธิ์ถกล(จากนิตยสารไบโอสโคป ฉบับเดือนสิงหาคม 2552)

 

Comment

Comment:

Tweet