Julie and Julia(2009)…ขอให้อร่อยกับอาหาร(หัวใจ)มื้อนี้นะ  

 

 

 

          Bon Appetit ! (ขอให้อร่อยกับอาหารมื้อนี้นะ)

 

          นี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวตะวันตกที่จะต้องอวยพรกันและกันก่อนและหลังการทานอาหารแต่ละมื้อด้วยประโยคในข้างต้น

 

          ผมขออวยพรผู้อ่านด้วยประโยคนี้เช่นกัน แต่เปลี่ยนจากอวยพรให้เจริญอาหารไปกับดินเนอร์มื้อใหญ่ มาเป็นอวยพรให้สนุกกับหนังเรื่อง Julie and Julia กันนะครับ(หากมีโอกาสได้ดู)

 

          งานนี้กำกับโดย Nora Ephron ที่มีงานกำกับดังๆอย่าง When Harry Met Sally (1989) แค่ได้ยินชื่อนักแสดงนำอย่าง เมอรีล สตรีพ กับ เอมี่ อดัม ที่เคยเล่นประกอบคู่กันเมื่อตอนเล่นหนังดราม่าเข้มข้นเรื่อง Doubt หนังที่เข้าชิงออสการ์ในปีนี้ ผมก็ตาลุกวาวด้วยความอยากดูแล้ว

 

          หนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวของคนรักการทำอาหารสองรุ่น ซึ่งแบ่งออกเป็นสองตอนสลับกันไปมาอย่างชัดเจน แต่คนทำหนังก็เก่งพอที่จะเล่าเรื่องราวทั้งสองเรื่องนี้ควบคู่กันไปโดยไม่ทำให้อารมณ์ร่วมของหนังสะดุด

 

          คนทำอาหารคนแรก คือ ตำนานอีกหนึ่งหน้าของครัวอเมริกันเลยทีเดียว เธอคือ จูเลีย ชายด์(Julia Child) แสดงโดยเมอรีล สตรีพ ถ้าหากจะนึกภาพของเธอ คงจะประมาณ Isabella Mary Beeton ที่แต่งตำราทำอาหารอย่าง "The Book of Household Management"(ค.ศ.1861) ไว้ประดับครัวของอังกฤษ หรือถ้าเป็นบ้านเราก็คงจะเป็นท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ที่เขียนหนังสือ "แม่ครัวหัวป่าก์"(ค.ศ.1908) ตำราทำอาหารเล่มแรกของไทย ยังไงอย่างนั้น

 

          วันที่อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ ตั้งตะหง่านที่เกาะแมนฮัตตัน ณ นิวยอร์ก เนื่องในวาระเฉลิมฉลองวันชาติอเมริกาครบรอบ 100 ปี ในปี ค.ศ. 1876 ประเทศฝรั่งเศส-ผู้ให้ของขวัญชิ้นนี้แก่อเมริกา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ทบอกว่า ดินแดนแห่งนี้ คือ ดินแดนแห่งเสรีภาพ

 

          แต่ดูเหมือนว่า ในตอนนั้น ฝรั่งเศส ประเทศที่รุ่มรวยทางด้านการทำอาหาร(นับแค่เรื่องเนย ก็มีประมาณ 300 กว่าชนิดแล้ว)จะหลงลืมส่งตำราอาหารฝรั่งเศสที่ชาวอเมริกันสามารถทำตามได้จริงมาพร้อมๆกับสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพนี้ จนมาในปี 1961 ชาวอเมริกันกระแสหลักจึงจะมีโอกาสได้ค้นพบรสชาติแบบฝรั่งเศสผ่านหนังสือตำราอาหารชื่อดังอย่าง "Mastering the Art of French Cooking"

 

          เจ้าของผลงานชิ้นนี้คือ จูเลีย ชายด์...

 

          เธอใช้ประสบการณ์ชีวิตของเธอเขียนหนังสือเล่มนี้ แถม 2 ปีต่อมา จูเลียได้ทำรายการทีวีที่มีชื่อรายการว่า "The French Chef" ซึ่งเป็นรายการทำอาหารฝรั่งเศสที่มีอิทธิพลต่อคนอเมริกันมากเลยทีเดียว

 

          ก่อนหน้าที่จะไปดูหนังเรื่องสักพัก ผมมีโอกาสได้ไปดูหนังทริลเลอร์ฟอร์มดีเรื่อง Law Abiding Citizen(2009) มีอยู่ฉากหนึ่งที่ตัวละครหลักได้พูดคุยกับลูกสาวขณะที่ชิมอาหารเช้าฝีมือของเธอ เขาพูดประมาณว่า ทำกับข้าวเก่งเหมือนจูเลีย ชายด์เลยนะ...ของเขาดังจริง ขนาดในหนังยังมีการอ้างอิงถึงเลย

 

          ส่วนคนทำอาหารอีกคนในหนังเรื่องนี้ คือ จูลี พาวเวลล์ (Julie Powell) เธอเป็นเจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาทางแมนฮัตตันส่วนล่างในช่วงปี 2002 ดูในหนังคล้ายๆกับเป็นคอลล์เซ็นเตอร์ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเอง เพิ่งเกิดโศกนาฏกรรม 911 ที่นิวยอร์กใหม่ๆ เรื่องราวที่โทรเข้ามาปรึกษาในแต่ละวันจึงดูทุกข์ระทมไปเสียหมด

 

          แต่ในความทุกข์ก็ยังมีความสุขในพื้นที่เล็กของห้องเช่าในย่านควีนส์ของนิวยอร์ก ที่แห่งนั้น จูลี่ สร้างความสุขด้วยการเปิดตำราทำกับข้าว "Mastering the Art of French Cooking" ของจูลี่ ชายด์ แล้วทำอาหารอร่อยๆทานกับสามีของเธอ

 

          จนมาวันหนึ่งคนทั้งสองเกิดความคิดสนุกๆที่จะทำอาหารตามหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมีทั้งสิ้น 524 เมนู ภายใน 365 วัน โดยที่เธอได้เขียนประสบการณ์การทำอาหารแต่ละครั้งลงในบลอก ต่อมา เธอมีแฟนที่อ่านงานเขียนของเธอมากมาย จนงานของเธอได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือที่ชื่อ "Julie & Julia: 365 Days, 524 Recipes, 1 Tiny Apartment Kitchen" แล้วจูลี่ก็กลายเป็นนักเขียนในเวลาต่อมา

 

          อย่างไรก็ดี สารที่คนทำหนังต้องการเล่าให้ฟัง ไม่ใช่แค่ชีวประวัติของหญิงสาวทั้งสองคนที่ประสบความสำเร็จในคนละยุคสมัย คนละวาระกัน(ซึ่งผู้กำกับได้สลับภาพยุคสมัยได้อย่างสนุกสนาน จูลี่พิมพ์หนังสือผ่านคอมพิวเตอร์ ส่วนจูเลียพิมพ์ดีด จูลี่ส่งอีเมล์ จูเลียส่งจดหมาย จูลี่ปั่นอาหาร จูเลียบดอาหารด้วยมือ เป็นต้น)

 

          แต่ส่วนหนึ่งได้สื่อสาระในเรื่องคนข้างกายของพวกเธอ นั่นคือ สามี ที่คอยเข้าใจและสนับสนุนผู้หญิงสองคนนี้เรื่อยมา

 

          หากคู่รักที่อยู่ในช่วงขาลงคู่ใดคู่หนึ่งได้เลือกมาดูหนังเรื่องนี้ บางที ทัศนคติในเรื่องความสัมพันธ์ที่ทั้งสองคนมีต่อกันอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีก็ได้

 

          เพราะในหนัง Julie and Julia ไม่ได้ทำอาหารลิ้น ให้เรารู้สึกน้ำลายไหลตามไปด้วยเท่านั้น แต่คู่รักทั้งสองคน ได้สร้างอาหารใจให้เราอบอุ่นหัวใจไปกับหนังด้วย

 

          Bon Appetit !

 

***ฉายที่พารากอน ซีนีเพล็กซ์เท่านั้น

 

 

edit @ 3 Dec 2009 14:08:34 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณสำหรับคำความหมายของ Bon Appetit ! double wink

หนังเรื่องนี้ ดูสนุกมาก คนดูยังสนุกไปด้วยเลย คอยเอาใจช่วยลุ้น จูลี่ เขียนบล็อกให้สำเร็จ แม้ว่ารู้ว่าตอนจบจะเป็นเช่นไร..

จูเลีย เป็นตัวละครที่ดูสนุก ไม่ตึงเครียดกับสามีของเธอเลย และไฮเปอร์เป็นที่สุด

อย่างไรก็ตาม เป็นหนังที่ดี สร้างแรงกำลังใจให้กับคนที่แสวงหาความสุขให้เราก็ได้นะ

ปล...ทั้งหมดนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวจ้ะ confused smile

#1 By Pin...2 Ride (113.53.64.76) on 2010-01-27 14:55