Confucius(ขงจื๊อ)...จีนอยากให้โลกมองในภาพไหน?

 

          เมื่อปี 2002 จีนได้ให้เงินทุนถึง 31 ล้านเหรียญฯ สนับสนุนหนังฟอร์มใหญ่อย่าง Hero ผลงานกำกับของ จาง อวี้ โหมว ซึ่งถ้าใครได้ดูแล้ว คงจะอดทึ่งกับงานภาพและเนื้อหาในหนังกันเสียมิได้ แถมยังได้นักแสดงจีนระดับเทพมารวมตัวกันมากมาย อย่างเช่น เจ็ต ลี, เหลียง เฉา เหว่ย, จาง หมั้น อวี้ และ จาง จื้อ อี่ มารวมแสดงอีกด้วย

 

          หนังเรื่องนี้ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องให้เห็นความสับสนของความจริง-ลวง ผ่านสีของภาพหลายเฉดสี อย่างละเมียดละไม บอกเล่าการลอบปลงพระชนม์จิ๋นซีฮ่องเต้(260-210 ปีก่อนคริสตกาล) จนได้รับทั้งเสียงวิจารณ์และรายได้ที่งดงาม

 

          แต่ภายใต้ความชื่นชมเหล่านี้ หากอ่านหนัง "ระหว่างบรรทัด" สิ่งหนึ่งที่เราจะเห็นกว่าคือ การสร้างโฆษณาชวนเชื่อ(Propaganda) เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเป็นปึกแผ่นเดียวกันของประเทศจีน เหมือนกับในยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้ที่หลายคนตั้งคำถามว่า ตกลงอำนาจเบ็ดเสร็จในยุคสมัยนั้น ผลักดันให้องค์จิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นยอดกษัตริย์หรือทรราชย์กันแน่

 

          จีนในยุคที่ลักษณะที่มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดภายใต้สังคมนิยมปัจจุบัน หาได้เป็นเป็นเนื้อเดียวกันไม่...

 

          ปัญหาระบอบสังคมนิยมที่มีมาตั้งแต่สมัยปฏิวัติวัฒนธรรม ในยุค 60-70 จนมาถึงช่วงการจราจลที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ล้วนเกิดจากข้อบกพร่องจากการรวบอำนาจวางแผนจากส่วนกลางของสาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ปัญหาการเรียกร้องเอกราชของธิเบต ปัญหาชนกลุ่มน้อยอุ้ยเก๋อ ชาวจีนชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอิสลามในมณฑลซินเจียง ล้วนทำให้ภาพจีนแผ่นดินใหญ่ ดูไม่เป็นเอกภาพ

 

          การใช้ศิลปะภาพยนตร์มาเป็นเครื่องมือสร้างมุมมองใหม่จึงให้คุณต่อความเป็นประเทศจีนเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันสร้างความชอบธรรมให้แก่กลไกรัฐในการสร้างความรุนแรงกับแนวคิดที่อาจจะคุกคามอำนาจรัฐได้เป็นอย่างดี

 

          ไม่น่าแปลกใจที่กองเซ็นเซอร์ของจีนจะเฮี้ยบเสียเหลือเกิน หนังเรื่องไหนขาดต่อความเชื่อ อุดมการณ์ และ ศีลธรรมในรัฐ ย่อมจะโดน "หั่น" ได้โดยง่าย อย่างเช่น กรณี หนังอื้อฉาวเรื่อง Lust, Caution(2007) ที่ฉากเปลือยในเรื่องถูกตัดออกอย่างมากมายไม่ต่างจากเมืองไทยบ้านเราในยุดก่อนที่จะมีระบบเรตติ้ง

 

          แต่ในทางกลับกัน หากหนังเรื่องไหนส่งเสริมอุดมการณ์รัฐ แน่นอนว่า จีนย่อมให้เงินสนับสนุนหรือแน่นอน(ไม่ใช่แต่จีนหรอก ประเทศไหนเขาก็ทำกัน)

 

          ล่าสุด จีนทุ่มทุนไป 700 ล้านบาทในการสร้างหนังฟอร์มยักษ์ที่มีชื่อว่า Confucius หรือ ขงจื๊อ เพื่อรับเทศกาลตรุษจีนที่ต้องใส่เสื้อสีชมพูกัน...

 

          หนังเรื่องนี้เป็นหนังชีวประวัติของขงจื๊อ(551-479 ปีก่อนคริสตกาล) นักคิดผู้ยิ่งใหญ่ของจีน ผู้ปูวิธีคิดในเรื่องจารีต จริยธรรม สุนทรียศาสตร์ และประเพณีที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อวัฒนธรรมของจีนมาร่วมกว่า 2,500 ปีแล้ว หนังเรื่องนี้ได้โจว เหวิน ฟะ ซึ่งปกติพูดภาษาจีนสำเนียงกวางตุ้ง แต่คราวนี้ต้องหันมาพูดเสียงในฟิล์มเป็นภาษาจีนในท่วงทำนองแมนดารินแทน

 

          สำหรับเรื่องราวในหนัง ไม่ขอเข้าไปแตะมากมาย เนื่องจากรู้สึกว่า ภาพของขงจื๊อไม่ตรงกับที่เราเรียนมาสักเท่าไหร่ อย่างเช่น การที่สร้างให้ขงจื๊อมีความสามารถในกลศึก ทั้งที่จริงแล้ว ภาพของขงจื๊อในประวัติศาสตร์คือ ภาพของความเป็นอาจารย์มากกว่า แต่ก็พอเข้าใจได้ เพราะผู้กำกับฮู เม่ย(Hu Mei) อาจจะต้องการตีความภาษาหนังเพื่อเพิ่มกลิ่นของความสนุกเข้าไปในเรื่อง อยากให้ผู้อ่านลองไปชมไปพิจารณากันนะครับ

 

          แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในอดีต คัมภีร์หลุนอี่ว์ ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่สำคัญของท่านขงจื๊อถูกทำลายครั้งใหญ่ถึงสองครั้งสองคราด้วยกัน

 

          ครั้งแรกก็คือ ในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ กษัตริย์ผู้ต้องการสร้างให้จีนแผ่นดินใหญ่ในสมัยของพระองค์มีเพียงมาตรฐานเดียว(มาตรฐานอื่นต้องถูกทำลาย)

 

          ครั้งที่สองก็คือ ในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม(ค.ศ.1966-1976) เหมาเจ๋อตงและผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องการ ต่อต้านแนวคิดแบบศักดินาแบบขงจื๊อ และศาสนาอย่างรุนแรง ทำให้มีการเผาทำลายวัด โบสถ์ ของพุทธ คริสต์ เต๋า และอิสลามเป็นจำนวนมาก อีกทั้งบังคับไม่ให้มีการกราบไหว้ จัดตั้งศาลบรรพชน ทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนถูกทำลายลง

 

          แม้ว่าแนวคิดของขงจื๊อจะถูกเนรเทศไปจากจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ในปัจจุบันนี้ สังคมจีนที่โลกภายนอกรู้จัก ไม่ใช่จีนแดงแบบที่เกณฑ์คนหนุ่มสาวไปอบรมที่ชนบทอีกต่อไปแล้ว เพราะภายใต้การปกครองแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ข้างในกลับใช้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดอย่างเต็มที่จนทำให้คนหนุ่มสาวในยุคนี้หันมารู้จักกับโคคา-โคล่า หรือ รองเท้ากีฬาอาดิดาส เพิ่มมากขึ้น

 

          การกลับมาอีกครั้งของ ขงจื๊อ ในโอกาสครบรอบวันเกิดของท่านในปีที่ 2,560 และเป็นการเฉลิมฉลองครอบรอบ 60 ปี ของการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน น่าจะมีนัยยะให้คนนอกอย่างพวกเราคิดได้มากมายว่า บางทีจีนยุคใหม่ อาจจะหันกลับไปมองหารากของตัวเอง เฉกเช่นเดียวกันกับคำสอนขงจื๊อที่มุ่งเน้นให้รักษาธรรมเนียมเก่าๆก็เป็นได้

 

          ฉากในหนังที่ท่านขงจื๊อกลับมาที่แคว้นหลู่ อันเป็นดินแดนมาตุภูมิของท่าน แล้วก้มคำนับหลังจากที่ต้องเดินทางไปนำเสนอความคิดของตนที่แคว้นอื่นเป็นเวลาถึง 13 ปี คงจะเป็นกระจกสะท้อนความเป็นจีนในโลกแห่งความจริงได้อีกมากมาย

  

Comment

Comment:

Tweet

ภาพอาจารย์เดชา
ลอยมา
ปะทะหน้า

#3 By ปั้น (203.114.106.60) on 2010-03-04 10:09

Hot! Hot! Hot!


ลิขิตฟ้า หรือจะสู้ มานะตน

#2 By กำแพงกระดาษ on 2010-02-11 10:12

น่าดูมากเลยครับ ยิ่งได้อ่านแล้วน่าดูเข้าไปใหญ่

ชาตินิยมไม่ได้มีแต่ในหนังนะครับ ในหนังสือเรียนภาษาจีนผมยังมีเลย sad smile

#1 By Pigwidgeon on 2010-02-10 18:35