หนังอเมริกันสไตล์ ในแดนตะวันออกกลาง

 

 

 

          หลังจากที่ The Hurt Locker กวาดรางวัลทุกสารทิศ จนในที่สุด หนังเรื่องนี้ได้ประกาศศักดาได้รับรางวัลออสการ์ในฐานะภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แถมผู้กำกับเรื่องนี้ นั่นคือ แคทธาลีน บิกเกโลว ยังได้เป็นผู้กำกับหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์อเมริกา ที่ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม

 

          นอกจากจะมองได้ว่า ถึงทีผู้หญิงก้าวเข้ามามีอำนาจบนโลกของแผ่นฟิล์มแล้ว สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือ ในที่สุดฮอลลีวู้ด อันเป็นภาพตัวแทนของหนังอเมริกัน ก็เริ่มหันมามองหนังที่พูดถึงตะวันออกกลางอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียที หลังจากที่เวทีประกวดภาพยนตร์เวทีอื่นเขาสนใจประเด็นนี้กันมาหลายปีแล้วนับตั้งแต่เหตุการณ์ 911 เมื่อปี 2001 เป็นต้นมา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือการสดุดีหนังที่ทำโดยคนอเมริกัน เพื่อคนอเมริกัน และด่ารัฐบาลอเมริกัน ในยุคบุชผู้ลูก อย่าง Fahrenheit 9/11(2004) ของไมเคิล มัวร์ ที่ได้รับรางวัลปาล์มทองคำ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนโยบายทางการทหารของอเมริกาอยู่เป็นระยะ

 

          การที่หนังทางฝั่งตะวันออกกลางเข้ามาสู่สายตาของฮอลลีวู้ด ชวนให้ย้อนกลับไปนึกถึงความเสียหน้าของอเมริกาในยุคสงครามเวียดนาม ในช่วงปี ค.ศ. 1957-1975 ที่หลังจากนั้น มีหนังที่พูดถึงสงครามเวียดนามออกมามากมาย ที่เป็นระดับหนังชั้นเยี่ยมที่ควรหามาดูก็ได้แก่ Full Metal Jacket(1987), Deer Hunter(1978), Good Morning Vietnam(1987), Hamburger Hill(1987), Platoon(1986), The Hanoi Hilton (1987) และ Born on the Fourth of July (1989) เป็นต้น

 

   

 

          พอมาถึงวันนี้ ภูมิศาสตร์แห่งความขัดแย้งเปลี่ยนจากพื้นที่นั้น มาเป็นเขตตะวันออกกลาง เรื่องเล่าของหนังทั่วโลกจึงหันมาพูดถึงพื้นที่แห่งนี้ ในส่วนของหนังแนวฮอลลีวู้ด เป็นที่สังเกตว่า ช่วงนี้มีหนังถึง 4 เรื่อง ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ที่พูดถึงภาวะสงครามในเขตตะวันออกกลางในแต่ละมุมมองให้เราได้เห็นกัน

 

          เรื่องแรกก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง Brothers งานนี้ได้ผู้กำกับมือดีอย่าง จิม เชอร์ริแดน มากำกับเรื่อง หนังเรื่องนี้พูดถึงบาดแผลจากสงครามในสมรภูมิรบที่อัฟกานิสถาน ซึ่งพรระเอกของเรื่องอย่าง แซม เคฮิลล์ ที่นำแสดงโดยโทบี้ แม็คไกวร์ ถูกระบุว่าเสียชีวิตในหน้าที่ ทุกคนในครอบครัวคิดว่าเขาตายไปแล้ว จนในที่สุด เขารอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์โดยที่ร่างกายภายนอกแม้ว่าจะซูบผอมลง แต่ก็ยังถึงว่ากลับมาแบบครบ 32 แต่ภายในจิตใจของเขากลับแปลกแยกกับสังคมอย่างสิ้นเชิง

 

   

 

          Brothers อาจจะดูซีเรียสแบบสมจริงไป เรื่องต่อมาออกแนวตลกร้ายสักหน่อย นั่นคือ หนังเรื่อง The Men Who Stare at Goats ที่จอร์จ คลูนี่ย์ และ ยวน แม็คเกรเกอร์ รับส่งบทกันได้สนุกสนานกับหนังที่สร้างมาจากเหตุการณ์จริงที่มาจากหนังสือตามชื่อเรื่อง เมื่อนักข่าวคนหนึ่งค้นพบโครงการลับเกี่ยวกับพลังจิตของกองทัพสหรัฐ และเขาก็ได้ร่วมเดินทางไปกับ นายทหารที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ แล้วการค้นหาความฝันของตัวเองผ่านเรื่องราวป่วนๆก็เกิดขึ้น

 

          หากใครเคยเห็นนิโคลัส สปาร์ก นักเขียนนิยายโรมานซ์ชื่อดังของอเมริการวมถึงของโลกแมสๆใบนี้ อาจจะเคยผ่านตากับพล็อตเรื่องที่ใช้ทหารเป็นตัวเอกในหนังที่ได้เค้าโครงมาจากหนังสือต้นฉบับอย่างเรื่อง The Notebook(2004) คราวนี้ หนังจากนิยายของเขากลับมาอีกครั้ง Dear John ที่ตีความว่าอิรักเป็นผู้ร้ายที่ทำให้พระเอกกับนางเอกต้องห่างไกลกันจนต้องเลิกลากัน เพราะงานนี้ พ่อพระเอกต้องไปเป็นทหารรับใช้ชาติหลังเหตุการณ์ 911 ด้วยบารมีของนิโคลัส สปาร์ก ทำให้หนังเรื่องนี้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของบ๊อกซ์ออฟฟิศของอเมริกาในช่วงหนึ่งเลยทีเดียว

 

   

 

          จนมาถึง The Hurt Locker คราวนี้ เขาพูดถึงหน่วยปลดล็อกระเบิดของอเมริกาในประเทศอิรัก ที่ต้องพบกับความกดดันนานา ซึ่งสมจริงในระดับที่ว่า นักวิจารณ์หนังชื่อดังประจำไทม์ อย่าง นาย ริชาร์ด คอร์ลิส ได้ให้คำนิยมถึงหนังเรื่องนี้ว่า "เป็นหนังสงครามที่ใกล้เคียงกับความจริงที่สุด เกี่ยวกับประเด็นมนุษย์ที่ต้องทำงานในภาวะสงคราม ผ่านจินตนาการที่แข็งแกร่งและปฏิบัติการที่รุนแรง จนอาจกล่าวได้ว่า แม้ในนรก(คงหมายถึง อิรัก) ยังต้องการฮีโร่

 

          แม้ว่าหนังแต่ละเรื่องจะมีแนวทางในการเล่าเรื่องของตัวเองแค่ไหน? อย่างไร? แต่มุมมองที่เต็มไปด้วยอคติแบบอเมริกันก็ยังมองว่า นี่คือ นรกบนดิน(ที่ใครก่อ?) ดีๆนี่เอง หนังแต่ละเรื่องตัวเอกจึงมองตะวันออกกลางด้วยสายตาที่แสนจะคลุมเครือ และปลอดภัย

 

          แม้ว่า บารัก โอบามา ประธานาธิบดีของชาวอเมริกัน จะผ่อนปรนนโยบายทางการทหารของสหรัฐฯลงสักเพียงใด แต่บาดแผลบางอย่างก็ยังถูกสลักไว้ในที่ใดที่หนึ่งของความขัดแย้ง ที่ยังคงไม่เลือนหายไปโดยง่าย

 หนังที่มองตะวันออกกลางสไตล์อเมริกัน คงจะขนออกมาให้เห็นอีกมากมาย เชื่อเถิด

 

 

edit @ 11 Mar 2010 12:11:40 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

น่าดูทุกเรื่องคับ
ผมชอบดูหนังครับ แต่ติดที่ต้องใช้เวลาดูบางทีคนพากย์ก็ชวนให้หนังเบื่อ

#1 By Critical#Zeed on 2010-03-11 12:34