ปฏิบัติการสุดฮาล่าแบรนด์ดัง(Bringing Home the Birkin)

ปริศนาบ้าแบรนด์ "แอร์เมส"

 

          ในโลกที่ทุนนิยมมีอยู่จริง เมื่อพูดถึงเรื่องราวของแฟชั่น ต้องยอมรับว่า แม้จะแสลงกระเป๋าสตางค์ แต่อาจจะไม่เคยแสลงใจใครหลายคนอย่างแน่นอน

 

          สำหรับผู้หญิง การเดินทางคู่กันกับแฟชั่นเป็นสัจธรรมปกติของสังคม บ่อยครั้งที่ผมไปเดินเป็นเพื่อนสาวๆ เดินได้สักพักต้องขอบายไปนั่งรอที่ร้านกาแฟแทน เพราะพวกเธอเดินได้อึดยิ่งกว่าตอนวิ่งบนเครื่องวิ่งในเครื่องเล่นฟิตเนสเสียอีก

 

          ส่วนผู้ชายนั้นเล่า แม้ว่าจะปฏิเสธว่าไม่สนแฟชั่นสักเท่าไหร่ แต่ใครจะเถียงไหมว่า เวลารองเท้าอาดิดาสสุดฮิปรุ่นใหม่ออกมา คุณเป็นคนหนึ่งที่เดินผ่านด้วยสายตาอยากเป็นเจ้าของ หรือแม้แต่แบรนด์อื่นๆก็ตามทีเถอะ

 

          เรียกได้ว่า อำนาจของแฟชั่นมีผลต่อพฤติกรรมของคนเสียจริงๆ

 

          ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่ผมเห็นหนังสือที่มีชื่อว่า "ปฏิบัติการสุดฮาล่าแบรนด์ดัง"(Bringing Home the Birkin) งานเขียนของ ไมเคิล โตเนลโล และแปลโดยสำนวนสนุกๆของ ภัทรา หงษ์พร้อมญาติ อีกหนึ่งงานแปลของสำนักพิมพ์มติชน ผมจึงหยิบมาเพื่อที่จะไขปริศนาว่าทำไมมนุษย์ของเราจึงบ้าแบรนด์ให้จงได้?

 

          อ่านไปอ่านมา สนุกดีแฮะ โลกสีรุ้งของชายคนหนึ่งกับภารกิจการทำเงินด้วยการหากระเป๋าหรู "เบอร์กิน" มาป้อนให้กับเหล่าคนรักแบรนด์ดังอย่าง แอร์เมส ให้ได้ยลกัน

 

          หนังสือเล่มนี้จะพาท่านไปเจอโลกของวี๊ดว้ายกระตู้วู้ของนายไมเคิล โตแนลโด เกย์หนุ่มอารมณ์ดี อดีตนักประชาสัมพันธ์และช่างแต่งหน้างานโฆษณาแห่งเมืองโพรวินซ์ทาวน์ อเมริกา

 

          หลังจากที่ทำงานอยู่ที่บ้านเกิดมานมนาน โตแนลโด จึงไปค้นหาความฝันใหม่กับงานที่เขาคาดว่าจะได้ทำที่กรุงบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน เมืองเดียวกันกับเจ้าหนูน้อยมหัศจรรย์ที่ลีโอเนล เมสซี่ นักเตะอาเจนติน่าที่มันเตะบอลเก่งระดับเทพขวัญใจชาวเมืองบาร์เซโลน่านั่นล่ะ

 

          หลังจากที่ฝันค้างกับความงามของเมืองที่เคยจัดกีฬาโอลิมปิกเมื่อปี 1992 แถมยังขึ้นชื่อเป็นด้วยอาคารยึกยือรูปทรงเก๋ๆแบบอาร์ตนูโวของอันโตนิโอ กอดี้แล้ว

 

          ตื่นมาอีกที โตแนลโดก็พบกับความจริงที่ว่า เขาโดนหักหลัง...ไม่มีงานให้ทำที่สเปน

 

          ถึงตอนนี้เราเริ่มสนุกกับทักษะการเอาตัวรอดของพ่อพระเอกของเราที่เลือกจะรื้อข้าวของสุดโปรดมาประมูลขายในอีเบย์

 

          พอโตแนลโดขายของไปเรื่อยๆ เขาค้นพบว่า สิ่งของที่มีมูลค่าน่าจับตาในเว็บไซต์ออนไลน์ก็คือ สินค้าแบรนด์แอร์เมส

 

          ทุกอย่างที่เป็นแอร์เมส เมื่อนำมาประมูลในอีเบย์ปรากฏว่าพอสินค้าข้ามซีกโลกมายังอเมริกา ราคาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวทั้งสิ้น จนทำให้โตแนลโดออกล่าทุกอย่างที่เป็นแอร์เมส ไล่มาตั้งแต่ผ้าพันคอไปจนถึงชุดไพ่เลยทีเดียว โดยที่เขาไม่ได้มีความรู้ในแบรนด์นี้สักเท่าไหร่ อาศัยทำไปเรื่อยๆและถามผู้รอบรู้ให้เชี่ยวชาญไปเอง

 

          จนมาเจอกับลูกค้าอย่าง คาโรล เบเยอร์ เซเกอร์ นักแต่งเพลงชื่อดังที่เคยแต่งเพลงให้นักร้องระดับแฟรงค์ ซิเนตร้า ไปจนถึงเรย์ ชาร์ล ชีวิตของโตแนลก็เปลี่ยนไป!

 

          คนดังคนนี้อีเมล์มาร้องขอให้โตแนลโดติดตามกระเป๋าหรู "เบอร์กิน" อันเป็นของขึ้นชื่อของแอร์เมส-แบรนด์ดังที่เริ่มต้นมาจากการผลิตอานม้าและบังเหียนม้า

 

          เบอร์กิ้นมีราคาแพงกระฉูดตั้งแต่ 7,000 ดอลล่าร์ไปจนถึง 100,000 ดอลล่าร์ แถมวิธีการซื้อก็ยังแสนจะยากเย็นเพราะต้องลงทะเบียนใน Waiting List กันเป็นปีสองปี จึงจะได้กระเป๋าหรูสมใจอยาก

 

          ด้วยเหตุนี้ โตแนลโดจึงพยายามหาสูตรสำเร็จในทุกวิถีทางเพื่อหากระเป๋าเบอร์กิ้นไปทำกำไรให้จงได้...

 

          ความสนุกของหนังสือจึงบรรเลงผ่านการเดินทางของโตแนลโด เพื่อตามหาเบอร์กิ้นลูกรัก ต้องใช้กลยุทธมากมายในการเกลี้ยกล่อมให้พนักงานในร้าน ไปจนกระทั่งว่าจ้าง "สาย" หรือคนในพื้นที่ให้คอยซื้อกระเป๋าส่งให้เขาจากทุกมุมโลก ที่สนุกจนวางไม่ลง

 

          อ่านจบแล้วก็ยังไม่หายสงสัยว่า ทำไมปุถุชนอย่างเราๆท่านๆจึงหลงไหลในแบรนด์กันเสียจริง!

 

Comment

Comment:

Tweet

เรื่องนี้เจ๋งจริงครับ...

ผมเคยไปยืนขายหนังสือเล่มนี้อยู่ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ...พอยืนว่างๆไม่มีลูกค้า ก็แอบเอาเล่มนี้มาลองอ่านดู... เนื้อหาดีเลยครับ...

ใครที่คิดว่ามันเป็นหนังสือผู้หญิงแล้วผู้ชายจะอ่านไม่ได้ ไม่จริงเสมอไปครับ...เพราะหนังสือไม่มีเพศ...