จดหมายรักถึงโรงหนังสยาม(Siam Cinema Paradiso)    

 

                                                            

          เดินผ่านโรงภาพยนตร์สยามในยามนี้ อดเศร้าใจลึกๆไม่ได้

 

          ภาพที่เห็นก็คือ มีผู้คนมากมายต่างพากันมายืนมองดูซากเหล็กอันเกิดจากอัคคีภัยที่มนุษย์ได้ก่อขึ้น ซึ่งในอดีตที่แห่งนั้นเป็นห้องขนาดกว้าง 800 ที่นั่งที่เก็บกังความทรงจำของผู้คนไว้มากมาย

 

          แน่นอนว่า ผู้คนที่มายืนมุงดู ส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพราะความบังเอิญที่เดินผ่านเข้ามา แต่พวกเขาตั้งใจจะมายืนดูสถานที่แห่งนี้ บ้างก็โจษจันกันไปต่างๆนานา บ้างก็ถ่ายรูป ก็ว่ากันไป

 

          เคยได้ยินแต่ภาษาสวยอย่าง "ซากปรักหักพังแห่งความทรงจำ" มาครั้งนี้ ประโยคนี้ทำให้ผมมองเห็นเป็นรูปธรรมเมื่อมองไปที่โรงหนังเก่าที่แสนคลาสสิคแห่งนี้

 

          ในซากเหล็กนั้น สายตาของผมที่มองไปเหมือนมีไทม์แมชชีนย้อนเวลาให้มองเห็นอีกภาพหนึ่ง...

 

          ...ผมมองเห็นช่องขายตั๋ว ที่มีพี่คนขายตั๋วที่คอยให้บริการอย่างมีไมรตรี(ครั้งหนึ่งผมเคยทำตั๋วหนังหาย แล้วพี่เขาจำหน้าได้ เลยออกตั๋วพิเศษให้ วันนั้นซึ้งใจมากครับ)

 

          ...มองไปที่ห้องน้ำ ผมมองเห็นพี่ที่นั่งเก็บเงินหน้าห้องน้ำที่บางครั้งผมเกิดอยากเข้าห้องน้ำโดยที่ไม่ได้ซื้อตั๋วหนัง(หากซื้อตั๋ว ไม่ต้องเสียเงิน) ซึ่งที่จริงกรณีนี้ต้องจ่ายค่าบริการห้องน้ำ แต่ผมก็อำพี่แกเพื่อประหยัดเงินบ่อยๆ :D

 

          ...ผมนึกถึงชามะนาวลิปตันไอซ์ทีตรงหน้าร้านที่ผมจะต้องซื้อมาดับกระหายในตอนดูหนังเป็นประจำ

 

          ...ผมนึกถึงลิฟต์ หรือ อันที่จริง ควรจะเรียกว่าบันไดในรูปทรงของลิฟต์มากกว่า เพราะโดยมากต้องเดินขึ้นเดินลงเองมากกว่าที่เป็นลิฟต์ขึ้นลงอัตโนมัติ

 

          ...ทางด้านล่าง ผมนึกถึงร้านหนังสือการ์ตูนที่ผมจำชื่อไม่ได้ ซึ่งผมมักจะเข้าไปอุดหนุนเป็นประจำ

 

          ...ข้างหน้าโรงหนัง ที่มีป้ายชื่อหนังและข้อมูลที่จำเป็นอย่างนักแสดง หรือผู้กำกับ ที่เขียนด้วยฟ้อนต์ที่แสนคลาสสิคแบบที่เห็นตามหน้าโรงหนังทั่วไป ในตอนนี้เหลือเพียงคำว่า Iron man 2 ซึ่งเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของโรงหนังนี้ยังค้างเติ่งอยู่

 

          เพราะโรงหนังสยาม ไม่ใช่แค่ตึกไร้ชีวิต ผมจึงคิดถึงมันทุกครั้ง ซึ่งคราวนี้คิดถึงมากเหลือเกิน ไม่ได้เจอกันเกือบสองเดือน มาเจอกันอีกที ยังไม่ได้แม้แต่ล่ำรา

 

          คิดถึงจริงๆ

 

          ....................................

 

          ในวันนี้ที่มีโรงหนังประเภทเอ็นเตอร์เม้นต์ คอมเพล็กซ์ที่มีเหมือนกับมีห้างสรรพสินค้าไว้ในโรงหนังผุดขึ้นมามากมาย

 

          ดูเหมือนว่า โรงหนังสแตนด์ อะโลน ที่เน้นการฉายหนังลูกเดียว ในบ้านเราจะค่อยๆถูกหลงลืมไปเรื่อยๆ

 

          แต่ก็ยังมีกลุ่มโรงหนังสแตนด์ อะโลนแถวสยาม ที่ยังอยู่ยั้งยืนยงอย่างงดงาม นั่นคือ โรงหนังในเครือเอเพ็กซ์ที่ประกอบด้วย โรงหนังสกาล่า ลิโด้ และสยาม

 

          โรงหนังในเครือเอเพ็กซ์ ก่อตั้งโดย นายพิสิฐ ตันสัจจา นักธุรกิจเจ้าของกิจการโรงภาพยนตร์ ซึ่งหากพูดถึงแต่โรงหนังสยาม โรงหนังแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นมาครั้งแรกในวันที่ 15 ธันวาคม 2509 เมื่อเปิดฉายภาพยนตร์เรื่องแรกก็คือ "รถถังประจัญบาน"

 

          โรงหนังแห่งนี้สร้างความทรงจำผ่านแผ่นฟิล์มจากรุ่นสู่รุ่น จนมาถึงคนรุ่นผมที่ได้เข้าไปสัมผัสหนังดีจากต่างแดนที่ไม่ได้ผูกขาดเฉพาะหนังจากแดนฮอลลีวู้ด

 

          แถมกลยุทธุ์ทางการตลาดก็ดูเรียบง่าย ราคาตั๋วใบละ 100 บาท ดู 10 ครั้ง แถมให้ดูฟรี 1 เรื่อง ดูครบ 100 เรื่อง ได้ดูฟรีอีกหนึ่งเรื่อง(ดูรายละเอียดในบัตรแสตมป์ของทางโรงหนังได้) ผ่านไปกี่ปีก็ใช้วิธีทางการตลาดแบบนี้ ไม่มีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ถือว่าเป็นเรื่องที่แสนคลาสสิคสำหรับนักดูหนังมากมาย

 

          ประจวบพ้องเหมาะอย่างไรไม่ทราบ ผมพยายามนึกว่า เอ...หนังเรื่องแรกที่เราดูที่โรงหนังสยามคือเรื่องอะไรนะ?

 

          คิดอยู่นาน จนได้ข่าวว่า ผู้กำกับสุดเก่งของเราอย่าง พี่เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ประกาศศักดาให้คนไทยได้มีข่าวดีให้ชุ่มชื่นหัวใจ เพราะเขาคว้ารางวัลใหญ่อย่างรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปาล์มทองคำ จากหนังเรื่อง "ลุงบุญมีระลึกชาติ"

 

          ทำให้ผมนึกได้ว่า หนังเรื่องแรกที่ผมดูก็คือเรื่อง "สัตว์ประหลาด" เมื่อปี 2547 ผลงานของพี่เจ้ยเช่นกัน ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ได้รับรางวัลในเมืองคานส์เช่นกัน นั่นคือ รางวัลจูรี่ ไพรซ์ ซึ่งเหมือนกับรางวัลชมเชยที่ทำให้ชื่อของเจ้ย เริ่มเข้าหูของคอดูหนังศิลปะระดับนานาชาติ

 

          แม้ว่ารายได้ของหนังที่ฉายที่นี่จะมียอดเพียงล้านสองล้านบาท(เท่าที่จำได้) ถ้าเทียบกับหนังฟอร์มใหญ่ที่เขาฟันกันทีเป็นร้อยๆสิบๆล้าน แต่โรงหนังในเครือเอเพ็กซ์ก็ยอมที่จะเลือกหนังเรื่องนี้มาฉาย

 

          นั่นแสดงให้เห็นว่า "คนฉายหนัง" ใส่ใจต่อคุณภาพหนังมากเพียงใด

 

          จากวันนั้น ถึงวันนี้ โรงหนังแห่งนี้สร้างความสุขให้กับผู้คนจำนวนมากมาย

 

          ผมรู้จักกับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพ ในปีแรกๆก็ที่โรงภาพยนตร์แห่งนี้ แม้ว่าจะไม่ได้เข้าไปชมสักเรื่อง แต่ก็ได้สัมผัสกับบรรยากาศงาน

 

          ผมได้รู้จักกับหนังเล็กที่แสนยิ่งใหญ่ อย่างเทศกาล Little Big Film ที่มีหนังดีๆเข้ามาเพียบจนตรงจดชื่อหนังไว้ หากพลาดโอกาสเข้าไปชม แต่ส่วนใหญ่ต้องฝืนสังขารไปดูในโรงให้ได้แหล่ะน่า

 

          ผมได้สัมผัสหนังดีต่างแดนมากมาย หนังอิหร่านที่แสนคลาสสิคก็ริเริ่มเข้ามาฉายที่แห่งนี้เป็นครั้งแรก อย่างเช่นเรื่อง Children of Heaven ในช่วงปี 2001 และที่จี๊ดไม่แพ้กันก็คือ หนังญี่ปุ่นคุณภาพดีที่เรียกรอยยิ้มและน้ำตาให้กับเรา อย่างเช่น Always, Knowbody Knows, Be with You, Tokyo Tower, Tokyo Sonata และอีกมากมายที่กระจายฉายทั้งสามโรง

  

          สำหรับโรงหนังสยาม มาวันนี้ เธออายุ 44 ปีแล้ว ถ้าเป็นคน ก็คงผ่านกับหลากชีวิตมาพอสมควรทีเดียว จนถึงวันนี้ ถึงคราวที่เธอจะต้องหยุดพักบ้างแล้วตามสัจธรรมการเกิดดับ ของสรรพสิ่งที่เราต้องไม่ประมาทเสมอตามคำปัจฉิมพจน์ของพระพุทธเจ้า

 

          แต่เราเชื่อว่า ก่อนที่เธอจะหลับตลอดกาล มรณานุสติของเธอต้องเปี่ยมไปด้วยความสุขแน่นอน เพราะเธอได้มอบความสุขแก่คนที่รักหนังมามากมายแล้ว

 

          หลับให้สบายนะ เจ้าโรงหนังสยามเพื่อนยาก...

 

(ขอเชิญเข้ากลุ่ม "กลุ่มคนชอบดูหนังที่โรงเอเพ็กซ์สยามสแควร์" ผ่านลิ้งค์เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/pages/klum-khn-chxb-du-hnang-thi-rong-xe-phek-s-syamskhaewr/109056729114146?v=wall เพื่ออัพเดตกิจกรรมดีๆที่ทางโรงหนังมอบให้)

 

Comment

Comment:

Tweet

ใครบางคนบอกว่าความทรงจำของเรื่องบางเรื่องจะคงอยู่ตลอดไป

อันที่จริงผมเชื่อว่าความทรงจำของเรื่องทุกเรื่องจะค่อย ๆ เลือนรางไป

ทว่าในตอนนี้ ภาพในความทรงจำของโรงหนังสยามช่างชัดเจน

คิดถึงจัง

#1 By aaax on 2010-05-25 19:36