อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล...หลานชายขอบของลุงบุญมี

 

 

 

 

          Thailand Only... พอนึกถึงประโยคนี้ทีไร ต่อมความสนใจผมมักจะมองหาของแปลกที่มีเพียงบ้านเมืองเราเท่านั้น ตามหาที่บ้านอื่นเมืองอื่น อย่าหวังว่าจะมี

 

          มี Thailand Only เรื่องหนึ่งมาเล่าสู่กันฟังครับ...

 

          ในเร็ววันนี้เราคงได้ข่าวอันน่าภาคภูมิใจในบ้านเรากันนะว่า หนังเรื่อง "ลุงบุญมีระลึกชาติ" งานกำกับของคุณเจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปาล์มทองคำ จาก เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 63 ซึ่งรางวัลนี้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากสถาบันออสการ์กันเลยทีเดียว

 

          นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชื่อของ "เจ้ย" เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ เพราะก่อนหน้านี้ ผลงานกำกับของเขาอย่าง สุดเสน่หา สัตว์ประหลาด! หรืออย่าง แสงศตวรรษ ล้วนแล้วแต่โฉบเฉี่ยวตามเทศกาลหนังอย่างสม่ำเสมอ ทั้งสายประกวดและสายที่เลือกไปฉาย

 

          แต่ Thailand Only ที่ผมเห็นก็คือ หากลองเดินเล่นแถวกระบะขายซีดี ดีวีดี หนังลดราคา แล้วอดใจหายไม่ได้ กับราคาของหนังอภิชาติพงศ์

 

          สุดเสน่หา ราคาแผ่นละ 19 บาท ส่วน สัตว์ประหลาด! มากกว่าหน่อยหนึ่ง นั่นคือ 59 บาท ซึ่งราคาดูขัดตากับช่อใบมะกอกที่มีหน้าที่บอกเล่าสรรพคุณของหนังอย่างยิ่งยวด

 

          คนดูหนังหลายคน อาจจะบอกว่า ก็แน่ล่ะ ใครจะดูหนังของเขากันล่ะ ดูยากเสียขนาดนั้น สู้ดูหนังที่เล่าเรื่องสนุกกว่านี้กันดีกว่า...

 

          โดยเหตุนี้ หนังของเจ้ย จึงกลายเป็น "หนังชายขอบ" ที่มีคนดูไม่กี่กลุ่มที่ติดตามกันอย่างจริงจัง ซึ่งตัวเจ้ยเองก็ไม่ได้ติดใจในประเด็นนี้ เพราะหลังจากที่ได้รางวัลปาล์มทองคำ เขาได้ให้สัมภาษณ์กับ Jonathan Landreth จาก The Hollywood Reporter (THR) โดยนาย Landreth ได้ถามคำถามหนึ่งกับเจ้ยว่า จะเข้าถึงหนังของเจ้ยได้อย่างไร? ในบริบทที่ว่าหมายความถึงฝรั่งจะเข้าถึงโลกของความเชื่อแบบไทยได้อย่างไร? ซึ่งเจ้ยตอบกลับมาว่า

 

          "ผมไม่ได้กังวลในเรื่องนี้ เพราะผมคิดว่านี่เป็นความงามแบบสากล และผมเชื่ออยู่ตลอดว่า หนังทุกเรื่องไม่ได้มีไว้สำหรับคนทุกคน ถ้าหากกังวลในเรื่องนี้ ก็ไม่ควรที่จะมาทำหนัง"

(บทสัมภาษณ์นี้คลิกอ่านได้ที่ http://www.hollywoodreporter.com/hr/content_display/asia/news/e3i6478fc41cf5464a55943f3ff6da955da ซึ่งผู้สัมภาษณ์ทำการบ้านมาดีมาก จนทำให้เราเห็นความคิดหลายแง่มุมของเจ้ย ตั้งแต่เรื่องการเมือง จนถึงเรื่องความรัก โดยเฉพาะคำถามสุดท้ายที่ถามเจ้ยตรงๆว่า เขาเป็นเกย์หรือเปล่า? ลองเข้าไปดูสิ่ว่าเขาตอบยังไง)

 

          ความเป็นคนชายขอบ นอกจากจะเป็นแนวหนังที่ทุกคนมองว่าดูยากแล้ว ตัวอภิชาติพงศ์เองยังคงสถานะเป็น "คนชายขอบ" ที่ต้องต่อสู้กับโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นทำกับคนทำหนังเช่นกัน

 

          เจ้ยเลือกที่จะไม่ทำหนังผ่านระบบสตูดิโอซึ่งทำให้เขาขาดเสรีภาพในการทำหนัง  เพราะว่าทุนที่จะต้องขึ้นอยู่กับนายทุนและลู่ทางทางการตลาด เขาจึงตั้งบริษัทของเขาที่มีชื่อว่า Kick The Machine ขึ้นมา แล้วอาศัยเงินทำหนังด้วยการขอทุนกับแหล่งทุนที่สนับสนุนการสร้างภาพยนตร์

 

          นับตั้งแต่ที่เขาต้องต่อสู้เป็นปี จนว่างเว้นจากการทำหนัง เพื่อเป็นตัวแทนคนทำหนังที่ต้อง ต่อสู้กับความอยุติธรรมในการเซ็นเซอร์หนังเรื่อง แสงศตวรรษ ซึ่งเหมือนเสียงสะท้อนของคนทำหนังทั้งระบบ จนถึงกับปล่อยให้หนังเรื่องนี้เข้าฉายในโรง โดยปล่อยให้ฟิล์มส่วนที่โดนทำร้ายกลายเป็นสีดำเพื่อประท้วงความฉาบฉวยในกฎหมายเซ็นเซอร์

 

          และที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆ คือการที่เจ้ย และนายมานิต ศรีวานิชภูมิ ช่างภาพและผู้กำกับภาพยนตร์อิสระ ได้ส่งจดหมายล่ารายชื่อในเฟซบุ๊ก ค้านกระทรวงวัฒนธรรมที่จัดสรรงบฯ100ล้านให้หนังฟอร์มใหญ่แนวชาตินิยมเรื่องหนึ่ง ซึ่งเจ้ยมองเห็นว่า ต้นปีนี้รัฐบาลได้ประกาศที่จะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์เป็นจำนวน 200 ล้านบาท แต่จำนวนเงินครึ่งหนึ่งได้ถูกนำไปใช้สนับสนุนภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนที่จะอธิบาย สำหรับผมแล้วคิดว่า การดำเนินการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก

 

          กลับมาเมืองไทยรอบนี้ต้องมาดูกันว่า คุณเจ้ยจะลุยเพื่อเสรีภาพของคนทำหนังอย่างไรต่อไป?

 

          นอกจากนี้ ตัวละครเด่นในหนังอภิชาติพงศ์ก็ยังมีความเป็นชายขอบไม่แพ้กัน อย่างหนังเรื่อง  สัตว์ประหลาด! และ หัวใจทรนง ก็พูดถึงกลุ่มคนรักร่วมเพศ ส่วน สุดเสน่หา ก็พูดถึง คนงานชาวพม่าที่หางานทำในเมืองไทย ส่วนในเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ นั้นเล่า ความชายขอบของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่ เนื้อเรื่องตั้งอยู่บนดินแดนที่แสนแห้งแล้งอย่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นที่ที่เขาโตมา โดยเจ้ยเล่าให้ THR ฟังว่า

 

          "ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น เป็นดินแดนที่แห้งแล้ว ทำการเกษตรได้ยาก ผู้คนที่นั่นยากจน จนหลายชีวิตต้องอพยพเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่อย่างเช่นกรุงเทพฯ ที่ภูมิภาคแห่งนี้ได้รับวัฒนธรรมจากทางลาวและกัมพูชาค่อนข้างมาก ทำให้เชื่อในเรื่องจิตวิญญาณค่อนข้างสูง"

 

          หนังเรื่องนี้ได้พูดถึงลุงบุญมีที่กำลังล้มป่วยด้วยอาการไตวาย และเชื่อว่าความเจ็บป่วยที่เป็นอยู่อาจเกี่ยวกับกรรมที่เขาเคยฆ่าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อครั้งอดีต และเมื่อเขาระลึกชาติได้ สิ่งที่เขาเห็นคืออะไร? ต้องติดตามกันดู เพราะเข้าโรงหนังในบ้านเราก็ตาม(แม้จะจำกัดโรงก็เถอะ)

 

          มาดูกันสิ่ว่า หลานชายขอบของลุงบุญมีอย่าง คุณเจ้ย จะขนเรื่องเล่าที่นักวิจารณ์ภาพยนตร์คนหนึ่งบอกว่า  ก้าวไปไกลเกินคนดู 1 ก้าว อย่างไรกันบ้าง

 

edit @ 27 May 2010 20:39:28 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

open-mounthed smile อยากดูมาก หนังไทยในดวงใจผมคือสัตว์ประหลาด ด้วยconfused smile

#2 By taksthaitoon on 2010-05-28 01:09

ยังไม่เคยดูหนังของเจ้ยเช่นกันค่ะ
หาดูยากนิดนึง
แต่เรื่องนี้ ว่าจะไปดูค่ะbig smile

#1 By jomkwan on 2010-05-27 21:35