Town Boy...การ์ตูนมาเลเซีย เชื้อชาติกับรูปแบบเศรษฐกิจใหม่

 

 

                พอดีได้ไปเที่ยวประเทศมาเลเซียเมื่อหลายเดือนมาแล้ว สบโอกาสซื้อหนังสือการ์ตูนเรื่องหนึ่งมาจากมาเลเซีย ที่ร้านคิโนะคุนิยะ ณ ห้างอิเซตันตรงตึกเปรโตนาสในกรุงกัวลาร์ลัมเปอร์ หนังสือเล่มนี้ราคาประมาณ 150 บาท หากซื้อในร้านหนังสือต่างประเทศบ้านเรา จะมีแต่เวอร์ชั่นพิมพ์จากฝั่งอเมริกาซึ่งจะเล่มเล็กลงและราคาประมาณ 700 บาทเลยเชียว

 

                หนังสือการ์ตูนเล่มนี้มีชื่อว่า Town Boy งานเขียนของ ลัต(Lat) หรือโมฮัมหมัด นอร์ กาลิด ชื่อเล่นของเขาคือ บูลัต นักเขียนรุ่นใหญ่ชาวมาเลเซีย ตอนนี้เขาอายุ 59 ปีแล้ว งานตีพิมพ์ของเขาชิ้นแรกเมื่อตอนที่เขาอายุ 13 ปี ช่วงที่เรียนอยู่ที่อิโปห์(Ipoh) อันปรากฏเรื่องราวอยู่ในหนังสือการ์ตูน Town Boy ด้วย       

   

                งานเขียนการ์ตูนที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวันนี้ คือ หนังสือ the kampung boy (สำนักพิมพ์ Berita) เขียนขึ้นในปี 1969 พูดถึงชีวิตของลัตในวัยเด็กในวิถีแบบเด็กมุสลิมมาเลย์ที่บ้านนอก จนผ่านไป 10 ปี ในปี 1970 จึงจะมีหนังสือการ์ตูน Town Boy (สำนักพิมพ์ Berita) อันเป็นภาคต่อของกัมปุงบอยคลอดออกมา

 

 

                เหตุที่ต้องรื้อหนังสือการ์ตูนเรื่อง Town Boy กลับมาอ่านอีกครั้ง เพราะในนิตยสารไทม์ ฉบับวันที่ 6 กันยายน 2010 มีบทความที่น่าสนใจบทความหนึ่ง ชื่อว่า “การเดินทางครั้งใหม่ของมาเลเซีย”(Malaysia’s New Journey) เขียนโดย Michael Schuman นักเขียนและนักข่าวชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์ของเอเชีย

 

                บทความนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจตรงที่ว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซียคนปัจจุบัน นายนายิบ ราซัค กำลังพยายามเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจบางอย่างเพื่อความพร้อมในการแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งนโยบายนี้ถูกเรียกว่า รูปแบบเศรษฐกิจใหม่ หรือ New Economic Model (NEM) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันในระดับโลกกับทั้งจีนและอินเดียที่ขนาดเศรษฐกิจโตวันโตคืน

 

                รูปแบบเศรษฐกิจใหม่ มีใจความสำคัญที่น่าสนใจก็คือ การเพิ่มความรวดเร็วในระบบการทำงานของรัฐเพื่อส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและการแข่งขันภายใน ลดบทบาทของรัฐในเชิงเศรษฐกิจและปรับปรุงระบบการศึกษาเพื่อสร้างทักษะให้กับคนทำงาน ที่สำคัญคือ การปรับปรุงในปัญหาเรื่องโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่เน้นการช่วยเหลือประชาชนที่ยากจนที่สุด ใน 40% ของประชากรทั้งหมดโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ

 

                ประเด็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ของที่นี่ไปทันทีเลย เพราะแม้ว่าประเทศมาเลเซีย ประเทศที่มีประชากรถึง 28 ล้านคน จะเต็มไปด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติอย่าง จีน อินเดีย มาเลย์และคนพื้นเมือง (เรียกรวมกันว่า ภูมิบุตร (Bumiputra) ) แต่ใช่ว่า โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรของทุกเชื้อชาติจะเท่าเทียมกัน

 

ที่มาที่ไปเพราะว่า หลังจากเหตุการณ์การจราจลทางเชื้อชาติ ในปี 1969 เป็นผลให้เกิด นโยบายเศรษฐกิจใหม่ หรือ New Economic Policy ซึ่งเอื้อประโยชน์ในเรื่องการลงทุนและการศึกษาให้กับคนภูมิบุตรมากกว่าคนเชื้อชาติจีนและอินเดียซึ่งในภาพรวมถือว่ารวยกว่าคนเชื้อสายมาเลย์ กลายเป็นประเด็นที่ทำให้เห็นว่า มีการเลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติที่ต่างกันแบบสองมาตรฐานอย่างชัดเจน

 

ถึงวันนี้ ได้เวลาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตรงนี้แล้ว

 

                คำถามก็คือ หากเปลี่ยนแนวทางทางเศรษฐกิจ แบบที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียคนปัจจุบันได้ประกาศไว้ ในประเด็นการให้โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรของคนในชาติโดยเท่าเทียมกัน โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ จะทำให้คนสัมพันธ์ของคนต่างเชื้อชาติในมาเลเซียเป็นอย่างไร?

 

                คำตอบนี้อาจจะเป็นเรื่องของอนาคต อย่างไรก็ตาม ในสายตาคนนอก ประเทศมาเลเซียถูกมองว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่แม้ว่าจะมีศาสนาหลักเป็นศาสนาอิสลาม แต่คนในประเทศก็ให้ความเคารพต่อความเชื่อในรูปแบบอื่น ที่เห็นอย่างเป็นรูปธรรมก็คือจะเป็นเรื่องการเริ่มต้นรณรงค์แคมเปญ วันมาเลเซีย(1Malaysia) ในปี 2008 ที่ติดป้ายตามอาคารสถานที่ต่างๆ เพื่อเรียกร้องให้ภาครัฐและเอกชนรวมกันเป็นหนึ่งโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ

 

                ชวนให้คิดถึง การ์ตูนเรื่อง Town Boy ที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “เพื่อน” ที่มาจากคนละเชื้อชาติและทำให้เห็นเสี้ยวหนึ่งของสภาพสังคมมาเลเซีย ซึ่งคนเขียนเขียนได้น่าอ่านเป็นอย่างยิ่ง

 

                การ์ตูนเรื่องนี้เล่าเรื่องในยุค ’60 หรือประมาณเมื่อ 50 ปีที่แล้วก็จริง แต่คุณค่าบางอย่างยังเก็บยังสามารถเก็บมาคิดในบริบทของปัจจุบันได้อย่างไม่เอ๊าต์

 

                Town Boy ได้จับเอาช่วงชีวิตหนุ่มของคนเขียนเรื่องนี้ นั่นคือ ลัต หรือมัต (Mat ชื่อในเรื่อง) เมื่ออายุประมาณ 10-17 ปี ตอนที่เขาเรียนระดับมัธยมศึกษามาเล่าให้เราฟังด้วยลายเส้นแนวการ์ตูนล้อเลียนที่เน้นรูปทรงในร่างกายของตัวละครให้ใหญ่หรือยาวจนเกินพอดี

 

                มัตเข้ามาอยู่ในตัวเมืองเพียงตัวคนเดียวโดยพักในหอพักโรงเรียนเมื่อตอนอายุ 10 ปี แต่เขาเล่าว่าไม่มีอะไรที่น่าจดจำเท่าไหร่นัก จนเมื่อตอนที่มัตอายุได้ 13 ปี ครอบครัวของเขาได้ย้ายบ้านจากเขตชนบทเข้ามาอยู่ในตัวเมืองอิโปห์ เมืองนี้ค่อนข้างเป็นเมืองที่เจริญ โดยสิ่งหนึ่งที่บ่งชี้ “ภาวะทันสมัย” ในเมืองนี้ก็คือวัฒนธรรมพ็อปในยุคซิกซ์ตี้จากทางฝั่งตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาพยนตร์ หรือดาราพ็อปสตาร์จากฮอลลีวู้ด บ้านของมัต เป็นบ้านหลังเล็กๆ ของใช้ในบ้านไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าวิทยุทรานซิสเตอร์

 

                มีบทบรรยายอธิบายตัวเขาว่า...

 

                “ผมเป็นคนเงียบๆ ชอบคิดนั่นคิดนี่ ไม่มีเพื่อนสนิท ปั่นจักรยานไปเรียนหนังสือเพียงลำพัง แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมจะไม่ได้สนใจเรื่องราวกระแสหลัก

 

                กิจกรรมยามว่างของผมก็คือ การวาดรูป(ด้วยสีน้ำ) ฟังเพลง(จากวิทยุ) สีโปรดของผมคือสีชมพู วิชาโปรดของผมคือ วิชาภูมิศาสตร์ ศิลปะ และงานช่าง”

 

                แล้ววันหนึ่ง ชีวิตของหนุ่มมุสลิมในรั้วโรงเรียนก็พบกับสีสันที่น่าสนุกสนานจากการได้พบกับ แฟรงกี้ หนุ่มชาวจีนที่ตะโกนเรียกเขาในโรงอาหารเพื่อชวนเขาไปร้องเพลงในงานคอนเสิร์ตของโรงเรียน

 

                หลังจากนั้นหนุ่มมุสลิมกับหนุ่มชาวจีนก็เริ่มที่จะสนิทสนมกัน เพราะเพลงพ็อป

 

                แฟรงกี้บอกกับมัตว่า…

 

                “ฉันก็ชอบเพลงพ็อปเหมือนกัน เธอต้องการแลกเปลี่ยนแผ่นเสียงกับฉันไหม? ฉันมีแผ่นเสียงทุกแผ่นที่เธอพูดมาเลยนะ ทั้งเอลวิส, คลิฟฟ์ ริชาร์ด ก็มี บ็อบบี้ ดาริน, ริกกี้ เนลสัน, พอล แองก้า, แพท บูน, นีล เซดาก้า, เดอะ แพลตเตอรส์, คอนนี่ ฟรานซิส, บ็อบบี้ วี หรือจะเป็นวงใหม่วงนี้ เธอเคยได้ยินไหม เดอะ บีทเทิ่ลส์”

 

                ในฉากนี้จะพาเราไปดูว่า ที่บ้านของมัตซึ่งเป็นชาวมาเลย์ดังเดิมเป็นเพียงบ้านหลังเล็กๆ ที่ไม่มีเครื่องเล่นแผ่นเสียง แฟรงกี้จึงชวนว่า หลังเลิกเรียนมาฟังเพลงที่บ้านของเขาสิ่ เขามีแผ่นเสียงสะสมเยอะแยะเลย

 

                มัตสนใจโครงการฟังเพลงนี้ จึงไปขออนุญาตแม่ของเขา แม่ของเขาอยากรู้จักเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น มัตเล่าให้ฟังเท่าที่รู้ว่า บ้านของแฟรงกี้เป็นร้านกาแฟ

 

                อันที่จริงแม่ของมัตไม่อยากให้มัตไปเที่ยวบ้านเพื่อนสักเท่าไหร่ เพราะกลัวว่า “จะไปรบกวนวิถีชีวิตของคนในบ้านแฟรงกี้” (disturb Frankie’s folk) แต่มัตบอกว่า แฟรงกี้ขออนุญาตที่บ้านของเขาแล้ว พ่อแม่ของเขาไม่ได้ว่าอะไร

 

                แม่จึงอนุญาตให้มัตไปเที่ยวที่บ้านของแฟรงกี้ได้...

 

                พอมาถึงที่บ้านของแฟรงกี้ เป็นภาพที่ค่อนข้างขัดแย้งกับบ้านของมัตอย่างเห็นได้ชัด กับลักษณะครอบครัวชาวจีนที่ค่อนข้างจะคึกคักไปด้วยญาติพี่น้องที่กำลังทานข้าวอยู่ชั้นล่างซึ่งเป็นร้านกาแฟ ส่วนชั้นบนเป็นส่วนของที่พักอาศัยที่มีข้าวของเครื่องใช้อยู่เต็มไปหมด

 

 

                แฟรงกี้ตักข้าวใส่จานพาแขกคนสนิทขึ้นไปฟังเพลงที่ชั้นบนของบ้าน

 

                ตรงนี้มีความน่าสนใจคือ บทสนทนาสั้นๆ ที่บ่งชี้ถึงอัตลักษณ์ (Identity) ว่าแต่ละคนเป็นใคร? ด้วยอารมณ์ชวนอมยิ้ม

 

                น้องชายของแฟรงกี้เอาซาลาเปามาให้กับมัต มัตเลยถามว่า

 

                “ข้างในซาลาเปามันเป็นไส้อะไร?”

 

                “ลองแกะดูสิ่” แฟรงกี้ว่า

 

                “อืม...นี่มันไส้มะพร้าว ฉันชอบจริงๆเลย”

 

                “แล้วทำไมเวลาฉันชวนกินเนื้อหมู นายถึงกินไม่ได้ล่ะ”

 

                “เพราะว่าศาสนาของฉันบอกว่ากินไม่ได้”

 

                “แล้วมีอย่างอื่นอีกไหมที่นายกินไม่ได้?”

 

                “ก็มีช้าง, หมา...แมว....”

 

                คราวนี้มัตมีประเด็นบ้าง...

 

                “ชาวฮินดูเขาไม่กินเนื้อวัว”

 

                “ใช่ ชาวฮินดูไม่กินเนื้อวัว”

 

                “แล้วมีอะไรที่นาย(ชาวจีน) กินไม่ได้บ้างไหม?”

 

                (แฟรงกี้นิ่งคิดสักครู่) “เนื้อแกะ!”

 

                “ทำไมล่ะ ศาสนานายห้ามเหรอ?”

 

                “เปล่า ฉันไม่ชอบกลิ่นเนื้อแกะ”

 

                แม้ว่าจะมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันในระหว่างบรรทัดที่สนทนา แต่ทันทีที่เสียงดนตรีจากแผ่นเสียงดังขึ้น เด็กๆก็ออกมาเต้นด้วยกันอย่างสนุกสนานทันที

 

                แล้วมิตรภาพของคนทั้งคู่ก็ดำเนินมาเรื่อยจนถึงหน้ากระดาษสุดท้าย ในตอนเรียนจบ มัตตั้งใจจะเป็นศิลปิน ส่วนแฟรงกี้ไปเรียนต่อที่อังกฤษ

 

                ฉากสุดท้ายที่คนทั้งสองร่ำลากันเพื่อเดินทางตามความฝัน เป็นภาพที่น่าประทับใจ...

 

                มองผ่านการ์ตูนเรื่องนี้แล้ว รู้สึกได้เลยว่า มิตรภาพของคนต่างเชื้อชาติมีอยู่จริงโดยที่ไม่ต้องพึ่งการโฆษณาชวนเชื่ออย่างที่หลายประเทศชอบใช้กัน!

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

เคยอ่านการ์ตูนมาเลเซียที่เอามาแปลไทยเรื่องหนึ่งเหมือนกัน
การถ่ายทอดอย่างมีเอกลักษณ์เป็นการ์ตูนอีกประเทศนะคะ ที่น่าจับตามอง
Hot! Hot! Hot!

#2 By jomkwan on 2010-09-15 22:59

surprised smile ฉันก็ไม่ชอบกินเนื้อแกะค่ะ อิอิ
การ์ตูนน่ารักดีน๊า ไม่เคยอ่านเลย เคยมีเพื่อนเป็นพม่าด้วยละ เป็นคนน่ารักมากๆเลย พออ่านเรื่องนี้ก็นึกถึงเพื่อนคนนั้นขึ้นมา

#1 By Paa orKant on 2010-09-15 17:12