"A.D.: New Orleans After the Deluge"

จากนิวออร์ลีน ถึงบ้านพี่(ก็)น้ำท่วม...ชีวิตที่ต้องเดินต่อไป

 

 
 

 

"น้ำท่วมน้องว่าดีกว่า ฝนแล้ง พี่ว่าน้ำแห้ง ให้ฝนแล้งเสียยังดีกว่า น้ำท่วมปีนี้ทุกบ้านล้วนมี แต่คราบน้ำตา…"

 

เพลง "น้ำท่วม" ผลงานเพลงของอมตะครูเพลงไพบูลย์ บุตรขัน ที่แต่งให้ศรคีรี ศรีประจวบร้องโด่งดังเป็นพลุแตก แม้ว่าจะผ่านพรรษามาหลายสิบปี แต่เนื้อหาของเพลงก็ยังร่วมสมัยอยู่เสมอ

 

โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่เพลงนี้กลับมาอยู่ในความคิดของคนบ้านเราอีกครั้ง จากเหตุการณ์น้ำท่วมอย่างหนักทั่วทุกภาคของประเทศ

 

จำได้ว่า สมัยผมยังเป็นเด็กบ้านทุ่ง ช่วงเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่ข้าวในนาเหลืองสะพรั่ง นาบางผืนกองเก็บเกี่ยวไปแล้ว แต่บางผืนก็ยังรอการเก็บเกี่ยวอยู่ เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วก็จะเอาข้าวไปกองรวมกันไว้เพื่อที่จะนำเข้าเครื่องสีข้าวกันต่อไป

 

การสีข้าว ผลผลิตที่ตั้งใจทำให้ออกมาก็คือข้าวเปลือก แต่สิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจผลิตแต่มีประโยชน์มากมายก็คือ ฟางข้าว ซึ่งสามารถเก็บเป็นอาหารวัวควายในช่วงหน้าแล้งที่กำลังจะถึงได้เป็นอย่างดี กองฟางข้าวขนาดใหญ่ ที่ยิ่งสูงเท่าไหร่ เด็กน้อยคิดว่า ยิ่งขึ้นไปกระโดดโลดเต้นได้สนุกทวีคูณ

 

เหนื่อยยากมาหลายเดือน ชาวบ้านยิ้มออก มีข้าวไว้กินไว้ขาย ส่วนเด็กหญิงเด็กชาย ได้เล่นกองฟางกันอย่างสนุกนึก

 

นี่คือบรรยากาศสดใสในช่วงปลายฝน...

 

แต่ถ้าบางปีที่ฟ้าฝนวิปริตความเศร้าของคนในสังคมเกษตรกรรมก็คงจะมีเฉดอารมณ์แบบเดียวกับเพลง "น้ำท่วม" นั่นแล

 

"...บ้านพี่ก็ถูกน้ำท่วมเหมือนกัน ที่ประจวบคีรีขันธ์ เหมือนกันไปทุกครอบครัว พื้นนาก็ล่ม ไร่แตงก็จมเสียหายไปทั่ว พี่จึงเหมือนคนหมดตัว หมดตัวแล้วนะแก้วตา น้ำท่วม พี่ต้องผิดหวังชอกช้ำ พี่คิดเช้าค่ำ ปล่อยให้น้ำท่วมตายดีกว่า..."

 

ยิ่งน้ำท่วมในรอบนี้ สังคมบ้านเราเริ่มเปลี่ยนแปลงไป คนที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่มีแต่เกษตรกรเท่านั้น คนอาชีพอื่นๆก็น้ำตาตกในเช่นเดียวกัน

 

แต่ท่ามกลางความมืดมิด ย่อมมีแสงสว่าง น่าดีใจที่ เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นน้ำใจจากคนหลายฝ่ายทั้งจากประชาชนทั่วไป ภาคธุรกิจ สื่อมวลชน หรือแม้แต่รัฐ ที่ไม่แบ่งสี ไม่แบ่งพรรคพวก เข้ามาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ของยังชีพไปจนถึงเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย จนน่าคิดว่า ถ้าน้ำลด แล้วบรรยากาศแบบนี้ยังไม่หายไปไหนก็คงจะดี

 

หลังน้ำลดแล้ว แม้ว่าหลายคนยังช็อกไม่หายกับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่อย่างไรเสีย ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไป แต่จะดิ้นอย่างทรงพลังได้ก็ต้องอาศัยการหล่อเลี้ยงกำลังใจของคนในครอบครัวและในสังคมเป็นที่ตั้ง

 

 

เหตุการณ์น้ำท่วมในบ้านเรา ชวนให้ผมนึกถึง เรื่องราวในเดือนสิงหาคมของปี 2005 กับเหตุการณ์พายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา ที่พัดเข้ามาทำลาย เมืองนิวออร์ลีนส์ในมลรัฐลุยเซียนา นับได้ว่าเป็นอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา

 

มีหนังสือหลายเล่มที่บอกเล่าเหตุการณ์ครั้งนี้ได้อย่างน่าสนใจ แต่ในมุมของหนังสือการ์ตูนพวกวรรณกรรมภาพ หรือกราฟฟิก โนเวล(Graphic Novels) ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ที่อยากแนะนำกันก็คือ คอมมิกที่มีชื่อว่า "A.D.: New Orleans After the Deluge" ผลงานของ Josh Neufeld จากสำนักพิมพ์  Pantheon Graphic Novels

 

อันที่จริง สำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานกราฟฟิก โนเวล ที่ใหญ่ๆ อย่าง สำนักพิมพ์ Vertigo ที่นิยมผลิตกราฟิกโนเวลมืดๆหม่นๆแนวอาชญากรรม ก็มีหนังสือที่บอกเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้เหมือนกัน นั่นคือ กราฟฟิกโนเวลนามว่า "Dark Rain: A New Orleans Story" ผลงานเล่าเรื่องของ Mat Johnson ผ่านลายเส้นของ Simone Gane เป็นเรื่องแต่งว่าด้วยการปล้นธนาคารในสถานการณ์น้ำท่วมนิวออร์ลีน ใครที่ชอบเรื่องแต่งบวกกับความสนุกสนานแบบไม่ต้องพูดถึงศีลธรรม กราฟิกโนเวลเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังในตัวเลือกที่ดี

 

 

แต่ถ้าหากใครที่อยากอ่านเรื่องราวที่ไม่ใช่เรื่องแต่ง เล่าจากเรื่องจริงของคนที่ประสบกับเหตุการณ์พายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา อยากให้ลองหยิบ "A.D.: New Orleans After the Deluge" มาพิจารณากันดู

 

แม้แต่ตัวผู้เขียนงานนี้ ยังน่าสนใจ เพราะจอช นูเฟลด์(Josh Neufeld) เป็นมือเขียนการ์ตูนทางเลือกที่ถนัดเขียนงานกราฟิกโนเวลในเชิงสารคดี อย่างเช่น การท่องเที่ยวต่างประเทศ(ในหนังสือ A Few Perfect Hours (and Other Stories From Southeast Asia & Central Europe)) หรือเรื่องการเงิน(Titans of Finance #1) ก็สามารถหยิบมาเล่าเรื่องในรูปแบบกราฟฟิก โนเวลได้

 

สำหรับ "A.D.: New Orleans After the Deluge" จุดเริ่มต้นของงานนี้คือตอนที่นูเฟลด์ เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจากพายุเฮอร์ริเคนที่เพิ่งผ่านไปโดยไปทำงานกับหน่วยกาชาด แล้วต่อมาได้รับการเชิญชวนจาก SMITH Magazine เว็บไซต์หนังสือการ์ตูนออนไลน์ให้เข้าตีพิมพ์งานการ์ตูนของเขาในเว็บไซต์ http://www.smithmag.net/afterthedeluge/ ในช่วงปี 2007-2008(อันที่จริงมีงานถ่ายดีวีดีสัมภาษณ์ด้วย) รวมทั้งสิ้น 16 ตอน แล้วต่อมาสำนักพิมพ์ Pantheon Graphic Novels จึงนำออกมารวมเล่ม

 

 

 เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ บอกเล่าถึงชีวิตของ เดนิส(Denise), ลีโอ(Leo), มิเชล(Michelle), อับบาส(Abbas), ดาร์เนล(Darnell), แควม(Kwame) และ หมอบร็อบสัน(Brobson) ซึ่งนูเฟลด์บอกว่า เขาต้องการให้ตัวละครเหล่านี้เป็นตัวแทนของผู้ประภัยในรูปแบบต่างๆ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ประสบภัย ซึ่งเขายืนยันว่า บุคคลเหล่านี้คือบุคคลที่ตัวตนอยู่จริง

 

ในหนังสือเล่มนี้ ได้เรียบเรียงใหม่จากเว็บไซต์ โดยเริ่มต้นจากตอนแรกที่มีชื่อว่า The Strom ที่ใช้มุมมองจากด้านบนแบบ "พระเจ้า" ค่อยมองเข้ามาใกล้ๆโลก เริ่มเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2005 ในวันที่เมืองนิว ออร์ลีนส์ รัฐหลุยส์เซียน่า และเมืองบิโลซี รัฐมิซิสซิปปี เมืองใกล้เคียง ในวันแดดจ้า ทุกอย่างดูแจ่มใสไม่มีเค้าภัยร้ายแต่อย่างใด จนมาถึงวันที่ 23-25 สิงหาคม พายุเริ่มก่อตัวขึ้น แล้ววันที่ 28 สิงหาคม ผู้คนเริ่มอพยพออกจากเมืองจนรถติดมากมาย ส่วนคนที่อพยพไม่ทันก็มารวมตัวกันที่นิว ออร์ลีนส์ คอนเว็นชั่น เซ็นเตอร์ จนในที่สุด วันที่ 29 สิงหาคมพายุก็เข้ามาที่สองเมืองนี้ ผลทำให้หลังจากนั้น น้ำท่วมเมืองอย่างน่าสะพรึงกลัว

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ภาพเขียนในตอนแรก แทบไม่มีคำบรรยายเกี่ยวกับมนุษย์ แม้จะมีภาพมนุษย์อยู่บ้าง แต่ก็เหมือนกับเป็นภาพประกอบที่ทำให้เห็นว่า ตัวเอกของตอนคือ เมืองทั้งสองเมืองถูกธรรมชาติกรรมอย่างไร จนมาถึงตอนต่อมา The City, The Flood, The Diaspora ไปจนถึงตอน The Return จึงค่อยๆเห็นหลากชีวิตในเมืองทั้งสองเมืองนี้ อันได้แก่

 

เดนิส เธอเป็นชาวนิว ออร์ลีนส์ รุ่นที่ 6 บัณฑิตปริญญาโททางด้านการแนะแนวและให้คำปรึกษา ในตอนเกิดพายุแคทรีนา เธออยู่กับคุณแม่ หลานสาว และลูกสาวของหลานสาว โดยย้ายจากบ้านตัวเอง ไปอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วท้ายที่สุด เธอไปอยู่ที่นิว ออร์ลีนส์ คอนเว็นชั่น เซ็นเตอร์ นูเฟลด์บอกว่า เธอเป็นพยานชั้นดีที่บอกเล่าบรรยากาศที่นั่นว่าผู้คนถูกทอดทิ้งจากรัฐอย่างไร ซึ่งข้อมูลดูขัดแย้งกับสื่อกระแสหลักที่บอกว่า ไม่กี่วัน หลังจากที่พายุผ่านพ้น ที่นี่เต็มไปด้วยแก๊งหัวขโมย การยิงกัน การข่มขืน และการฆาตกรรม

 

ลีโอและมิเชลล์ สองสามีภรรยาที่เติบโตในเมืองนี้ ลีโอผู้เป็นสามีทำนิตยสารเกี่ยวกับดนตรีในท้องถิ่น ส่วนมิเชลล์ภรรยาทำงานเป็นบริกรหญิงและครูสอนยิมนาสติก พวกเขาอพยพไปยังเมืองฮุสตัน รัฐเท็กซัส โดยต้องใช้เงินอย่างประหยัด และที่น่าสนใจก็คือ ลีโอ ได้ทิ้งหนังสือการ์ตูนอันเป็นของสุดรักที่สะสมไว้ตั้งแต่เด็กไว้ที่บ้านถึง 15,000 เล่ม

 

ส่วนแอบบาส ชาวอิหร่านโดยกำเนิดแต่มาเปิดกิจการร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตที่นี่ ตัดสินใจไม่เดินทางออกจากเมืองไปกับครอบครัว แต่ตั้งใจจะเฝ้านร้านโดยชักชวนดาร์เนลล์ เพื่อนสนิทที่ไปตกปลากันเป็นประจำ มาอยู่เฝ้าร้านเป็นเพื่อน ด้วยความคะนองที่คิดว่าตัวเองกำลังเล่นเกม "เซอร์ไวเวอร์"(Survivor) แต่เรื่องจริงกลับไม่สนุกอย่างที่คิด

 

แควม ลูกชายของศาสนนาจารย์ ประจำโบสถ์คริสต์ทางตะวันออกของนิว ออร์ลีน ก่อนเกิดพายุ เขาเรียนปีสุดท้ายที่โรงเรียนไฮสคูลในนิว ออร์ลีน แต่พอเกิดเหตุการณ์ร้ายนี้ ทำให้เขาเป็นเหมือนผู้ลี้ภัย ที่ต้องไปเรียนหนังสือที่อื่นภายใต้บรรยากาศที่แปลกแยกจากถิ่นเดิม

 

และหมอบร็อบสัน หมอประจำ French Quarter ที่เราจะพบเขาบ่อยๆที่ร้าน Galatoire ที่ตั้งใจจะอยู่ที่เมืองเพื่อที่จะแอบจัดงานปาร์ตี้รับพายุเฮอร์ริเคนนี้

 

หลังจากพายุสงบลง ทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองเป็นอัมพาต พวกคนต้องเริ่มก่อร่างสร้างเมืองใหม่ หลายคนไร้บ้าน หลายคนเป็นหนี้เป็นสิน หลายคนสูญเสียของรักและคนรัก หลายคนต้องพลัดพรากจากถิ่นเกิด

 

 

แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ทำให้เราเห็นตอนสุดท้าย The Return หรือ บทแห่งการกลับมา ที่พูดถึงชีวิตของตัวละครเหล่านี้ ที่ต้องฟันฝ่าชีวิตกันต่อไป แควมปรับตัวจากการไปอยู่ถิ่นอื่นได้แล้ว แล้วเริ่มเริ่มในวิทยาลัยในโอไฮโอ ส่วนโบสถ์ของครอบครัวเขาที่พังทลายลง ชาวเมืองก็มาร่วมมือกันสร้างขึ้นมาใหม่, ลีโอและมิเชลล์ทำใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ ที่น่าดีใจก็คือ เรื่องราวของเขาถูกรับรู้ในบลอกแล้วมีผู้คนมากมายส่งหนังสือการ์ตูนมาให้เขา เพื่อชดเชยคุณค่าทางใจที่การ์ตูนของเขาจำนวนมหาศาลหายไปกับสายน้ำ, หมอบร็อบสัน เป็นผู้เสียหายน้อยที่สุดในเรื่อง แต่น้ำใจกลับมากกว่า เพราะเขาเปิดคลินิกข้างถนนเพื่อช่วยรักษาคนงานและคนลี้ภัย(ทางธรรมชาติ), แอบบาสพยายามหาแหล่งเงินเพื่อที่จะมาเปิดร้านใหม่ ซึ่งก็ทำได้สำเร็จ และ เดนิส ได้เป็นผู้ให้คำปรึกษาผู้หญิงที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ร้ายนี้

 

เดนิสได้พูดปิดท้ายว่า แม้เหตุการณ์เลวร้ายที่ผ่านมา จะทำให้สถานที่นี่ไม่เหมือนเดิม

 

แต่นี่คือบ้านของเรา....

 

เป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมทุกคนให้สู่ต่อไปที่บ้านของเรานะครับ

 

 

งานของผม จาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1288677672&grpid=01&catid=

Comment

Comment:

Tweet