The Social Network...เทพนิยายของคนเจนวาย
 

 

 

 

 

                เดือนกรกฎาคม 2553 มีสถิติบนโลกออนไลน์ที่น่าสนใจสถิติหนึ่งนั่นคือ มีผู้เข้าใช้ Facebook ทั่วทั้งโลกเป็นจำนวน 500 ล้านคน ในระยะเวลาเพียง 6 ปี ซึ่งนับว่ารวดเร็วกว่าสื่ออย่างโทรทัศน์เป็นอย่างมากที่กว่าจะใช้เวลารวบรวมคนดูได้มากถึงขนาดนั้นต้องกินเวลาถึง 10 กว่าปีเลยทีเดียว...

  

                นี่เป็นตัวอย่างปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในโลกที่ผู้คนเริ่มบ้าคลั่งระบบสารสนเทศในระดับที่เรียกว่า Geek และสำหรับคนในช่วงเจเนอเรชั่นวาย หรือเจนวาย (คนที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2523-2543 ยุคที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลายในกลุ่มชนชั้นกลาง) การประสบความสำเร็จในโลกการเงินก่อนอายุ 30 เป็นเรื่องที่เป็นไปได้เสมอ แม้จะเป็นไปได้สำหรับคนเจนวายเพียงน้อยนิดบนโลกใบนิดน้อยก็ตาม

  

                ที่เห็นกันจะจะก็อย่างนายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เจ้าของ Social Network สะเทือนโลกอย่าง Facebook ที่ในวันนี้นิตยสารฟอร์บสแจ้งว่า เขามีทรัพย์สินในกระเป๋าตุงไว้ถึง 6.9 พันล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว ที่น่าชวนหัวก็คือ ในขณะที่ Facebook ทำเงินได้สูงสุด แต่เว็บไซต์ยอดนิยมอันดับ 5 ของโลกที่ไม่แสวงหากำไรอย่างสารานุกรมออนไลน์ Wikipedia กับต้องขอระดมทุนผ่านจดหมายหน้าเว็บไซต์นี้ของจิมมี่ เวลส์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์นี้

  

                จึงไม่น่าแปลกใจ ที่นายซัคเคอร์เบิร์ก จะกลายเป็นไอดอลของคนเจนวาย ที่ต้องการใฝ่หาความสำเร็จในโลกของการงานการเงินในขณะที่อายุยังน้อย ในโลกภาพยนตร์ หนังเรื่อง Wall Street : Money Never Sleeps(2010) ที่พูดถึงโลกการเงินในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ก็ยังฉายภาพตัวเอกที่เป็นยัปปี้ในยุคใหม่ ที่แม้ว่าโลกการเงินของอเมริกาจะล่มเพราะความโลภอย่างไร ก็ยังเหลือภาพที่ดูดีให้กับพระเอกที่เลือกลงทุนกับพลังงานสีเขียว และสามารถที่จะทำเงินกับมันได้(แอบอิงเทรนด์รักษ์โลกกันเสียเลย)

  

                หลังจากหนังเรื่อง Wall Street : Money Never Sleeps(2010) หนังของคนเจนวายผู้โหยหาความสำเร็จในวัยเยาว์ ก็ถึงคราว The Social Network (2010) หนังว่าด้วยชีวิตของนายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ชายอายุ 26 ปีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

 

 

 

 

                หนังเรื่องนี้สร้างจากหนังสือชีวประวัติของนายมาร์กที่มีชื่อว่า The Accidental Millionaiares งานเขียนของ Ben Mezrich ในตอนนี้ทางสำนักพิมพ์ได้นำมาแปลในชื่อหนังสือว่า "แบบว่า...บังเอิญรวย"

 

 

                หนังสือค่อนข้างจะออกไปทางโจมตีนายมาร์กเป็นหลัก โดยเฉพาะปมขัดแย้งทางธุรกิจและความร้าวฉานกับเพื่อนของเขาในสมัยที่ยังเป็นละอ่อนในมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ด โดยที่ตัวหนังสือไม่มีข้อมูลใดที่มาจากบทสัมภาษณ์ของนายมาร์กโดยตรงเลย จนต้องพิจารณาถึงความเป็นการนำเสนอ "สาร" เป็นอย่างยิ่ง แต่แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นตัวหนังสือกลับดูมีชีวิตชีวาไม่แพ้อารมณ์ดราม่าที่เห็นกันอย่างดาษดื่นในหน้า Facebook ที่เรา ๆ ท่าน ๆ เล่นอยู่เลย

 
 

 

                พอมาทำเป็นหนัง ความสนุกไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อยกับเรื่องราวของหนุ่มน้อยเนิร์ด ๆ ในรั้วฮาร์วาร์ดที่สร้างสัมพันธ์กับผู้คนไม่ค่อยเก่ง แต่โชคชะตาและความเป็นอัจฉริยะในด้านคอมพิวเตอร์กลับผลักดันให้เขาได้ไอเดียในการสร้างสังคมใหม่ขึ้นมาในโลกออนไลน์

 

                มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ฉายแววแสบแบบอัจฉริยะมาตั้งแต่อายุ 20 ปี ที่สวมวิญญาณแฮกเกอร์เข้าไปค้นข้อมูลทะเบียนประวัตินักศึกษาเพื่อเอาข้อมูลและรูปนักศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมาสร้างเป็นหนังสือรุ่นออนไลน์ ในชื่อเว็บไซต์ Facemash เพื่อโหวตว่าใครแจ่มที่สุด จนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในฮาร์วาร์ดล่ม แล้วเขาโดนทำทัณฑ์บน เรื่องราวไหลมาเรื่อย ๆ จนได้พบกับเอดัวร์โด้ เซฟริน หนุ่มนักเศรษฐศาสตร์เพื่อนรักของเขาที่พยายามหาทุนให้เขาทำ Facebook จนสำเร็จขึ้นมา

 

                ความสนุกของเนื้อหาในหนังไม่ใช่เรื่องของหมอนี่ออกแบบอะไรในโลกไซเบอร์ แต่เป็นปัญหาความสัมพันธ์กับคนรายรอบที่ดูเหมือนว่าเศรษฐีอัจฉริยะคนนี้ จะประสบพบกับความขัดแย้งกับคนใกล้ตัวอยู่ร่ำไป ทั้งการเลิกราอย่างไม่ค่อยสวยกับคนรัก การถูกกล่าวหาว่าลอกไอเดียการสร้าง Facebook มาจากคนอื่น และที่สำคัญก็คือการถูกเพื่อนรักฟ้องร้องในเรื่องธุรกิจ

 

                ทั้งนี้ทั้งนั้น ทำให้ฉากจบของเรื่องกลายเป็นฉากธรรมดาที่ดู "เจ็บ" เป็นอย่างยิ่ง

 

                โลกของ Facebook ในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานในการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่ในรูปแบบต่างๆ ด้วยการเริ่มต้นจาก การเป็น เพื่อน

 

                แต่สำหรับนาย ซักเคอร์เบิร์กที่กลายเป็นเศรษฐีไปแล้ว กลับต้องนั่งเงียบ ๆ ในห้องทำงานคนเดียวโดยไร้เพื่อนเคียงข้าง

 

                เขาเปิด Facebook ในหน้าวอลล์ของแฟนเก่าพร้อมกับลังเลว่า จะเพิ่มเธอเป็น "เพื่อน" ดีไหม ?

 

                แน่นอนว่า ใน Facebook ไม่มีฟังก์ชั่นที่บอกว่า "เพิ่มเป็นศัตรู"

 

                แต่ดูเหมือนว่า เจ้าของ Facebook เอง แม้แต่จะหา "เพื่อน" ในโลกของเขา ยังดูไม่ง่ายเลย!

Comment

Comment:

Tweet

big smile

#3 By keaaaa(2) on 2010-11-25 16:02

อยากดู Hot! Hot! Hot!

#2 By hypercat on 2010-11-23 16:47

เห็นโปสเตอร์เรื่องนี้แล้วก็ว่าจะหาโอกาสไปดูอยู่ค่ะ แต่ก็เพิ่งรู้ว่าเป็นเรื่องของเจ้าของเฟซบุค
รูปแบบความสัมพันธ์ของคนเดี๋ยวนี้ชักจะซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ
อย่าว่าแต่เจ้าของเฟซบุคเลยค่ะ...ถึงแม้ว่าการทำความรู้จักเป็นเพื่อนกันในเฟซบุคจะง่ายดาย แต่การหาเพื่อนที่จะไว้ใจกันได้ในชีวิตจริงนั้นยังยากเลย

#1 By พยายามพริ้ว on 2010-11-23 16:13