The Green Hornet

อเมริกันตื่นจาก "ฝัน" วันที่จีนเดินเป็น “เพื่อน”

 

 

 

                แกนของโลกในวันนี้ โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจ นับวันเปลี่ยนแกนมาที่ทางฝั่งจีนมาเรื่อยๆ อย่างในตอนนี้ แดนมังกรมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเข้าให้แล้ว ซึ่งสวนกระแสกับทางฝั่งอเมริกา ที่แม้ว่าจะยังครองแชมป์ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก แต่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของอเมริกาที่ฟองสบู่เศรษฐกิจระเบิดในปี 2009 ก็ยังเป็นชนักติดหลังให้หลายประเทศไม่กล้าเดินตามพญาอินทรีอยู่

 

                แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหนังฮีโร่ตลกโปกฮาเรื่อง The Green Hornet ? กันเล่า

 

                เรื่องของเรื่องคือ มีหลายประเด็นในหนังเรื่องนี้ ที่นอกเหนือจากความสนุกสนานแบบฮาๆ แล้ว มันยังแฝงภาพอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ...

 

                The Green Hornet  เป็นเรื่องราวของสองคู่หูมนุษย์หน้ากากมือปราบอธรรม บริท รี้ด(เซธ โรแกน) ลูกชายเจ้าพ่อสื่อจอมเสเพล ที่ร่ำรวยแต่ดันทำอะไรไม่เป็นโล้เป็นพาย กับ เคโต้(เจย์ โชว์) ชาวจีนผู้เป็นพนักงานดูแลรถและชงกาแฟให้กับพ่อของ บริท รี้ด แต่แท้จริงแล้ว เคโต้ คือนักประดิษฐ์อัจฉริยะ

 

                หลังจากที่พ่อของบริทตายอย่างปริศนา ทิ้งมรดกเป็นอาณาจักรสื่อให้เขารับช่วงต่อ โชคชะตาทำให้เขาได้มาสนิทสนมกับเคโต้ ทำให้ทั้งสองคู่หูช่วยกันคิดฝันว่า จะปกป้องแอลเอ เมืองที่เขาอยู่ จากเหล่าร้ายที่คอยทำลายผู้อ่อนแอในเมือง ด้วยความช่วยเหลือของเคโต้ ทำให้บริทตั้งตนเป็นมนุษย์หน้ากากนามว่า The Green Hornet (หน้ากากตั๊กแตน)

 

                ความฝันนั้นดูเท่ แต่ความจริงก็คือ บริทเป็นเพียงฮีโร่ฮาเฮไร้ซึ่งความสามารถ ต้องพึ่งพาเครื่องไม้เครื่องมือและทักษะการต่อสู้ของเคโต้อยู่เป็นประจำ

 

                บุคลิกที่ดูจะห่างไกลความเป็นฮีโร่สมบูรณ์แบบ ในลักษณะอเมริกันดรีม(American Dream) ไม่ได้ปรากฏขึ้นมาในหนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรก เพราะหากจะย้อนกลับไปดูหนังในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ บรรทัดฐานของฮีโร่ฝั่งอเมริกันค่อนข้างจะเบี่ยงเบนไปพอสมควร อย่างเช่น หนัง Hancock (2008) ที่เล่าเรื่องฮีโร่คนไร้บ้านผิวสี ขี้เมา, Watchmen (2009) แก๊งฮีโร่ผู้ขับเคลื่อนประวัติศาสตร์อเมริกาในศตวรรษที่ 20 ที่เต็มไปด้วยความรัก โลภ โกรธ เลว หรือหนังอย่าง Kick-Ass (2010) ที่เล่าเรื่องแบบเสียดสีคนยุค 2.0 กับเรื่องราวเด็กกี๊ก(Geek) วันๆอยู่แต่ในโลกออนไลน์ อ่านแต่คอมมิกส์ซุปเปอร์ฮีโร่ แล้ววันหนึ่งฝันอยากจะเป็นฮีโร่กับเขาบ้าง

 

                สิ่งเหล่านี้ ล้วนห่างไกลกับภาพความสมบูรณ์แบบของซุปเปอร์ฮีโร่กางเกงในแดง ซุปเปอร์แมน ที่เป็นชายผิวขาว รูปหล่อ หุ่นล่ำ ผมสีทอง อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น แถมเก่งกาจเกินมนุษย์ ซึ่งเป็นต้นแบบของความเป็น “ความฝันแบบอเมริกัน” เสียเหลือเกิน

 

                สิ่งที่ปรากฏในหนัง ทุกครั้งที่บริท ซึ่งเป็นอเมริกันชนปรากฏกาย ล้วนแต่ชวนตลกโปกฮาจนไร้ราศีของความเป็นฮีโร่ ถึงจะมีเงินทองมากมาย แต่ความสามารถกลับไม่มีเลย ผิดกับภาพที่ประเทศอเมริกาเองชอบฉายให้เห็นว่าตัวเองเป็นตำรวจโลกในกรณีความ ขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคอื่นๆอยู่บ่อยครั้ง

 

                เป็นไปได้หรือไม่ว่า หนังกำลังตั้งคำถามในภาวะ “ความเป็นพระเอก” และ ความสมบูรณ์แบบในรูปแบบ “ความฝันของอเมริกัน”?

 

 

 

 

                ที่น่าสนใจก็คือ ผู้ช่วยพระเอกใน The Green Hornet  กลับใช้บริการ เคโต้ ตัวละครเชื้อชาติจีน ซึ่งได้หนุ่มฮอตจากไต้หวัน อย่างเจย์ โชว์ เข้ามาสร้างสีสันให้กับเรื่อง

 

                แม้ว่า ผู้ช่วยพระเอก จะเป็นผู้คลี่คลายภารกิจต่อต้านเหล่าร้ายอยู่บ่อยครั้ง แต่ในทัศนคติของบริท ในช่วงแรกของเรื่อง กลับมองว่านี่คือลูกน้องของเขา เริ่มจากการที่เคโต้เป็นเด็กชงกาแฟที่บ้าน และแม้ว่าต่อมา จะมอบอำนาจให้กับเคโต้ ให้เป็นรองผู้บริหารในบริษัทสื่อของเขา แต่ทุกครั้งที่ออกปฏิบัติการ สถานะที่สื่อเรียกเคโต้กลับกลายเป็น เด็กผู้ช่วยข้างกาย(Side Kid) ไม่ผิดกับแบทแมน ที่มีโรบิ้นเป็นผู้ช่วย

 

                การวางสถานะในแง่นี้ หลายครั้งเคโต้ทนไม่ไหว จนต้องมีปากเสียงกัน อย่างในฉากที่บริท ใช้เคโต้ไปชงกาแฟที่ออฟฟิศ เพื่อดิสเครดิต ต่อหน้าสาวที่ทั้งสองหนุ่มต่างหมายปอง เคโต้ถึงกับประกาศว่า อย่าทำอย่างนี้อีก ไม่อย่างนั้นเขาไม่ยอมแน่...

 

                สรุปง่ายๆตรงนี้ก็คือ หากเปรียบทั้งสอง เป็นตัวแทนของตัวละครสองเชื้อชาติ ตอนนี้อเมริกันกำลังดูถูกจีนอยู่ แต่จนแล้วจนรอด บริทต้องหันมาพึ่งพาเคโต้อยู่ร่ำไป จนเมื่อเรื่องถูกคลี่คลายในตอนจบ มีคำสำคัญหนึ่งที่บริทใช้เรียกเคโต้ นั่นคือ “หุ้นส่วน”(Partner)

 

                แสดงให้เห็นว่า ในวันนี้ อเมริกันต้องหันมามองจีน ด้วยสายตาระดับเดียวกัน หลังจากที่มองว่าจีนล้าหลังเพราะระบอบสังคมนิยมและเป็นไม้เบื่อไม้เมาทาง เวทีการเมืองระหว่างประเทศมาช้านาน

 

                ไม่ยกเว้นแม้แต่ในแวดวงฮอลลีวู๊ด ที่แม้บรูซลีจะแผ้วทางเส้นทางสายนี้มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 (เคยแสดงเป็นดารารับเชิญในซีรี่ส์ The Green Hornet  ทางโทรทัศน์ด้วย)

 

                แต่วันที่อเมริกามองว่าจีนเป็น “เพื่อน” เป็น “หุ้นส่วน” ทางธุรกิจ กลับต้องรอถึงอีก 40 ปีให้หลัง ในยุคที่คนมากกว่า 500 ล้านคนนั่งเล่นเฟสบุ๊คอยู่ที่บ้าน

Comment

Comment:

Tweet