ภาพนี้ เป็นบรรยากาศภาพงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ที่แฟลตตำรวจของจังหวัดนครนายก...

เด็กน้อยเสื้อเขียวในภาพนี้ คือ น้องตูน เจ้าของงานวันเกิด

หนุ่มน้อยเสื้อขาวสวมกางเกงนอนสีม่วงที่ทำท่าทีขวยอายอยู่นั้น คือ ตัวผมเอง 

ส่วนสาวสวยเสื้อเหลืองที่อมยิ้มอย่างลึกลับ เธอคือพี่สาวของนายตูน มีชื่อว่า...ไผ่

ไผ่ คือ เพื่อนสนิทในวัย 7 ขวบของผม...

 

....................................

 

หาก จะพูดถึงภาพถ่ายเกี่ยวกับชีวิตของผมเอง ที่ผมระลึกถึงเป็นอันดับต้น อย่างไรเสีย หนึ่งในสิบของภาพแห่งความทรงจำ ก็คงจะหนีไม่พ้นภาพนี้เป็นแน่แท้

 

ผมไม่รู้หรอกว่า ผมได้ภาพนี้มาไว้กับตัวอย่างไร และไม่เคยคิดจะถามพ่อกับแม่ ผมจำรายละเอียดในวันที่ถ่ายภาพนี้ได้น้อยมาก แต่ที่จำได้ชัดแจ้งที่สุดในตอนนั้นคือ ความรู้สึกที่เขินสุดขีด มารู้ตัวอีกที ปรากฏว่า ไม่ว่าผมจะย้ายไปอยู่ที่ไหน รูปใบนี้ จะต้องอยู่ในอัลบั้มส่วนตัวของผมเสมอ 

 

เปิดดูอัลบั้มรูปภาพทีไรก็เจอ...

 

หาก ใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง "แฟนฉัน"(2546) ที่พูดถึงความสัมพันธ์ที่สวยงามในวัยเด็กของเจี๊ยบและน้อยหน่า คงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงชีวิตในวัยเด็กของตัวเอง ที่เต็มไปด้วยจริตกำดัดที่มันดูใสซื่อบริสุทธิ์เสียเหลือเกิน

 

ผม เชื่อว่า หลายคนต้องมีความทรงจำแบบเพื่อนรักต่างเพศในวัยเด็กแบบหนังเรื่องนี้ ทุกคนมีเรื่องเล่าในมุมมอง "แฟนฉัน" แทรกอยู่ในบางความทรงจำในชีวิต

 

ผมก็มีความทรงจำแบบ "แฟนฉัน" มาเล่าสู่กันฟังนะ นี่เป็นเรื่องราวของคนที่อยู่ในรูปนั่นล่ะ

 

มาฟังเรื่องของ "ไผ่" กันดีกว่า

 

............................................................

 

คุณ เชื่อใน "ความบังเอิญ" และ "โลกกลม" ไหม? นักเขียนชื่อดังอย่าง 'ปราย พันเสียง เคยบอกในหนังสือ "จดหมายรัก" ประมาณว่า ทฤษฎีโลกกลมเป็นเรื่องธรรมดา เพราะหากคนสองมีวงจรชีวิต และความสนใจใกล้เคียงกัน สักวันหนึ่งก็คงจะมาเจอกันอยู่ดี

 

"เจอกันได้ไง แม่ขนลุกเลย ไผ่โตขึ้นคงจะสวยนะลูก แม่เขาทำงานอยู่สายการบินนี่หน่า"

 

แม่ ผมตอบกลับผมด้วยความประหลาดใจสุดขีด หลังจากที่พบว่า ลูกชายเจอเพื่อนสมัยเด็กที่ไม่เคยเจอกันมาประมาณสิบกว่าปี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

เรื่องของเรื่อง มีอยู่ว่า ในปี 2545 ตอนที่ผมซึ่งเป็นเด็กต่างจังหวัดที่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่จังหวัด กำแพงเพชร ได้มีโอกาสเข้าเรียนปีหนึ่งที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมรู้จักกับเพื่อนคณะนิติศาสตร์คนหนึ่ง ในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษ นั่งคุยกันไปกันมา ผมถึงทราบว่า นายคนนี้จบมัธยมปลายมาจากจังหวัดนครนายก พอดี ความระลึกถึงอดีต ผ่านเข้ามาในหัวแวบๆ ผมจึงลองถามเล่นๆว่า

 

"นายรู้จักไผ่ไหม?"

 

"ไผ่ผู้หญิงใช่ไหม ทำไมจะไม่รู้จักล่ะ มันเข้าเรียนนิติฯเหมือนกับเรานี่ล่ะ"

 

ผม ถามถึงรูปพรรณสัณฐาน รวมไปถึงประวัติชีวิตที่ผมพอจะจำได้ จึงนำไปสู่การฟันธงว่า นี่ล่ะ คือ ไผ่ เพื่อนสมัยเด็กของผม บอกตามตรง ในวัย 19 ปี ตอนนั้น รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ที่ทฤษฎีโลกกลม บังเกิดขึ้นกับตัวเอง

 

"นายอยากเจอไผ่ไหมล่ะ เดี๋ยวเรานัดให้"

 

"ได้สิ"...

 

ไม่ กี่วันถัดมา เป็นวันที่ผมจะได้มีโอกาสได้เจอกัยไผ่ อารมณ์แบบนี้ หากนึกภาพตามไม่ออก ลองนึกถึงหนัง "แฟนฉัน" ในตอนที่เจี๊ยบเจอน้อยหน่าในงานแต่งงานกันดู

 

ในที่สุด หลังจากที่ผมจอดรถจักรยานที่อาคารยิม 5 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งเป็นสถานที่สอนภาษาอังกฤษในสมัยนั้น 

 

ผมได้พบกับสาวนิติศาสตร์คนหนึ่ง ซึ่งมีเค้าหน้าลางๆ ของคนที่ผมรู้จักในตอนเด็ก

 

ผมเจอกับ "ไผ่" ครั้งแรกในรอบประมาณ 3,650 วัน

 

ความรู้สึกของผมคือ... เอ่อ... ความรู้สึกของผมคือ.....

 

.............................................

 

ย้อนกลับไปเมื่่อสมัยปี พ.ศ. 2531 แถวแฟลตตำรวจภูธรนครนายก ตอนนั้น ผมเป็นเด็กอายุประมาณ 5-6 ขวบ เป็นลูกตำรวจในชุมชนแห่งนั้นนั่นล่ะ

 

แถว สถานีตำรวภูธรจังหวัดนครนายก มีแก๊งลูกตำรวจที่ค่อนข้างจะเป็นเด็กดื้อพอสมควร โดยเฉพาะแก๊งเด็กผู้ชาย ที่การละเล่นของพวกเขา เต็มไปด้วยการใช้กำลังวัดกันในกลุ่ม จนไม่น่าแปลกใจว่า เรื่องชกต่อยกันในหมู่เด็กน้อยจะเกิดขึ้นเป็นประจำ

 

ด้วย ความที่ในวัยเด็ก ผมมีร่างกายที่ค่อนข้างอ่อนแอ เป็นเด็กขี้แย กลัวผี จึงกลายเป็นลูกไล่ของแก๊งลูกตำรวจอยู่ร่ำไป จนการที่ผมเดินร้องไห้กลับภาพกลายเป็นภาพปกติไปแล้ว แต่เพราะกลัวไม่มีเพื่อนเล่น จึงต้องยอมทนโดนแกล้งอยู่เรื่อยไป

 

จน มาวันหนึ่ง ต้องพูดแบบภาษาก้อปปี้ ไรเตอร์ ที่ดูสวยหรูว่า "ชีวิตของผมเปลี่ยนไป" หลังจากที่ได้รู้จักกับ "ลูกสาวผู้หมวด" ที่ชื่อว่า ไผ่

 

แรกเริ่มเดิมที ผมรู้จักกับไผ่ เพราะว่า อยากไปเล่นเกมแฟมิคอมหรือเกมตลับที่บ้านของเธอ สมัยนั้นการหาเกมตลับเล่น ไม่ใช่เรื่องง่าย ในตัวจังหวัดนครนายก มีร้านเกมอยู่เพียงร้านเดียว ซึ่งผมชอบแอบหนีพ่อแม่ไปเล่นบ่อยๆ หรือบางทีแม่พาไปเล่นเองหลังเลิกเรียน ค่าบริการ ชั่วโมงละประมาณ 5 บาท

 

พอมาเจอกับเกมตลับที่ห้อง ของไผ่ เหมือนกับเป็นการประกาศเสรีภาพในการเล่นเกมอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะไม่ต้องทุบกระปุกออมสินของตัวเองมาเล่นเกมแล้ว ยังไม่ต้องเสี่ยงต่อไม้เรียวที่แม่จะตามไล่ฟาดอีก เพราะแม่ของผมรู้ดีว่า หากผมติดเครื่องเล่นเกมแล้วไซร้ ผมจะไม่เถลไถลไปไหนแน่นอน

 

ลูก สาวผู้หมวด ไม่ค่อยจะมีเพื่อนผู้ชายเท่าไหร่นัก เพราะเธอค่อนข้างเอาแต่ใจ จนเด็กผู้ชายต้องถอยหนี แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก หากเทียบกับความสนุกที่ได้จากการเล่นเกม 

 

ในตอนนั้นจำได้ว่า วันเวลาในช่วง 5-6 ขวบของผม หมดไปกับเกมเยอะมาก ทั้งเกมคอนทรา มาริโอ้ เซอร์คัส ตัวต่อ ป๊อบอาย แข่งรถ มวยปล้ำ เกมแล้วเกมเล่าที่ผ่านเข้ามาให้กดจอยบังคับ ความอยากเล่นเกม ทำให้ผมได้ร่วมผจญภัยไปกับโลกของเธอ โดยไม่รู้ตัว

 

ยิ่งตอน เรียนอนุบาล มาจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่สอง เราได้เรียนอยู่ที่โรงเรียนด้วยกัน เลิกเรียนก็กลับบ้านแถวแฟลตตำรวจเหมือนกัน เสาร์อาทิตย์ก็ยอมไปเล่นกับแก๊งเด็กหญิงเพื่อแลกกับการได้จับจอยเกม (โชคดีที่เรียนพิเศษคนละที่) ทำให้เรารู้จักกันพอที่จะเรียกได้ว่าเป็น เพื่อนสนิท กัน

 

วันเวลาแห่งความสนุกกับเพื่อนไผ่ผ่านไปอย่าง รวดเร็ว ในช่วงประมาณกลางปี 2534 พ่อกับแม่ผมหย่ากัน ผมต้องย้ายบ้านไปอยู่กับแม่ที่จังหวัดกำแพงเพชรซึ่งเป็นบ้านยายอย่างกระทัน หัน

 

จนไม่มีเวลาแม้แต่จะร่ำลาเพื่อนผมคนนี้

 

ความ ทรงจำเหล่านี้จึงเหลือไว้เพียงแค่รูปถ่ายคู่กัน(บวกกับคนอีกหลายคน) ที่ผมกำลังเขินอายตอนจับมือไผ่ในงานวันคล้ายวันเกิดของน้องชายเธอเท่านั้น

 

.................................................

 

เวลา ผ่านไปนาน ผมก็ใช้ชีวิตของผมไป ส่วนไผ่...ผมไม่รู้หรอกว่า เธอจะโตขึ้นมาเป็นสาวแบบไหน เพราะพูดตามตรงว่า ไม่เคยคิดว่า จะได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

 

จนผมกลับมาพบเธออีกครั้ง ที่อาคารยิม 5 ธรรมศาสตร์รังสิต...

 

อ๊ะ อ๊ะ อย่าเพิ่งคิดไปว่า บรรยากาศจะหอมหวานเหมือนกับหนังโรแมนติกหลายเรื่อง เราไม่ได้รู้สึกดีใจที่ ได้เจอกันถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นกิริยาท่าทางหรือในจิตใจ หากจะมีอารมณ์บางอย่างมาแทรกบ้าง คงจะเป็นอารมณ์ประหลาดใจที่เรามาเรียนในที่เดียวกันได้อย่างไร

 

เราเพียงทักทายกันด้วยคำถามสามัญธรรมดา โดยไม่ได้ใส่ใจที่จะแลกเบอร์โทรศัพท์กัน แล้วเดินไปเรียนภาษาอังกฤษในชั้นเรียนของตัวเอง

 

ใน หลายครั้ง ความทรงจำ ก็คงเป็นเหมือนกับบ่อน้ำ ที่เมื่อยามกระหาย เราก็กลับมาดื่มมันให้อิ่ม ก่อนที่จะเดินทางตามเส้นทางชีวิตที่อาจจะเป็นเส้นทางคนละทาง แต่เมื่อวันที่เส้นทางนั้นมาบรรจบพบกันในบางจังหวะเวลา เราก็ทำได้เพียงโบกมือทักทายอดีตที่แสนสวยงาม...เพียงเท่านั้น

 

..................................................

 

ช่วง ปีหนึ่ง ผมได้ผมกับไผ่อยู่บ่อยครั้ง ได้ทักทายกันบ้าง ในฐานะนักศึกษาคณะบ้านใกล้เรือนเคียง แต่หลังจากที่เธอเอ็นทรานซ์ใหม่ไปเรียนคณะทันตแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยลูกแม่โดมเหมือนเดิม การเจอกันเริ่มน้อยลงทุกที จนในที่สุด ผมย้ายมาเรียนที่ฝั่งท่าพระจันทร์ ส่วนเธอยังเรียนที่รังสิตเหมือนเดิม ตั้งแต่นั้นมาจนถึงวันนี้ เราไม่เคยได้เจอกันอีกเลย

 

จนถึง วันนี้ ผมทราบข้อมูลของเธอจาก พ่อของผม "ดีเจหนึ่ง ภูธร" ตำรวจผู้รับงานพิเศษเป็นดีเจเพลงลูกทุ่งอยู่ที่นครนายกเพียงเท่านั้น พ่อเล่าให้ฟังเพียงแต่ว่า ตอนนี้พ่อของไผ่ เป็นนายของพ่อ ส่วนตัวไผ่เอง ไปเป็นทันตแพทย์ที่โรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์

 

...............................................

 

ผม ตั้งใจจะเขียนอะไรเกี่ยวกับรูปนี้มานานแล้ว โอกาสดี วันนี้ ผมจึงเขียนบันทึกยาวๆ ถึง "ไผ่" เนื่องว่า ตอนนี้รูปถ่ายรูปนี้ อายุได้ประมาณ 20 ปีแล้ว ผมเลยอยากเก็บความทรงจำที่แสนจะสีจางจนเกือบมองไม่เห็นอะไร มาย้อมสีใหม่ในมุมมองของผม

 

"อยากบอกเธอ รักครั้งแรก!"

edit @ 2 Mar 2011 02:57:48 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

ประทับใจที่สุดๆๆๆ❤❤❤ (ยาวแต่หนูอ่านจบ!)

ปล.สงสัยว่าตั่งคืออะไรคะ - -?

#6 By PARMpilsuk on 2011-03-02 18:26

อยากอัลเทอร์แนวถีบ

#5 By 11 on 2011-03-02 14:27

อยากอัลเทอร์แนวถีบ

#4 By 11 on 2011-03-02 14:27

หวานปะแล่มๆ ชวนหัวเราะนะเรื่องนี้
เผลอแปปเดียว เราอ่านจบแล้วหรอหว่า

#3 By OrangeJuize on 2011-03-02 13:32

มีเรื่องราวที่คล้ายๆกันมากเลยครับ :)
big smile

#2 By jiranarong (203.146.136.113) on 2011-03-02 12:56

ความทรงจำในวัยเด็กแบะเบาะเป็นความทรงจำที่น่าจดจำHot!