รัฐบุรุษเซเลบริตี้ จากพรมแดงสู่พรมดำ

 

 

                งานประกาศผลรางวัลออสการ์ที่คนทั่วโลกจับตามองเพิ่งผ่านพ้นไปในค่ำคืนของวัน ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2011 ใครเป็นใครคงทราบได้จากสื่อมากมายที่ประโคมข่าวกันไปเรียบร้อยแล้ว...

 

                อย่างไรก็ตาม นิตยสารระดับโลกอย่าง นิวส์วีค ฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2011 กลับไม่ได้ไปโฟกัสความสง่างามของบรรดาเหล่าสตาร์ที่เฉิดฉายกันบน "พรมแดง" ที่โกดัก เธียร์เตอร์ ในแคลิฟอร์เนีย อเมริกา แต่พวกเขากลับข้ามน้ำข้ามทะเลหลายพันไมล์ไปจับประเด็นที่ทวีปแอฟริกา บน "พรมดำ" ในดินแดนกาฬทวีป ที่เต็มไปด้วยความยากจน แห้งแล้ง อดอยาก โรคภัยสารพัด และ...การปฏิวัติโค่นล้มผู้นำเผด็จการ

 

                หน้าปกของนิวส์วีกฉบับนี้ เป็นภาพของดาราหนุ่มใหญ่ที่ว่ากันว่า มีเสน่ห์ที่สุดระดับต้นๆของโลก นั่นคือ จอร์จ คลูนีย์กับเด็กน้อยชาวซูดาน เนื้อหาบทความจากปกที่อยู่ในเล่มโปรยคำซะเก๋ไก๋ว่า "รัฐบุรุษในศตวรรษที่ 21" (A 21st-Century Statesman) ฝีมือการเรียบเรียงของนักข่าวจอมเก๋าอย่างจอห์น อาฟลอน(John Avlon) ที่ทำให้เห็นวิถีปฏิบัติของเซเลบริตี้ในศตวรรษใหม่ ที่ไม่ใช่แค่อยู่หน้าแสงไฟบนเวทีแล้วจบกัน เพราะหลายต่อหลายคนใช้บารมีในการเป็นเซเลบฯในการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือ เพื่อนมนุษย์จนเกิดการประดิษฐ์คำขึ้นมาใหม่ที่น่าสนใจ นั่นคือ "รัฐบุรุษเซเลบริตี้" (celebrity statesman)       น่าตลกดีที่คำเคร่งเครียดเข้มแข็งอย่าง statesman จะมาวางคู่กับคำที่ร้อนแรงวูบวาบอย่างคำว่า celebrity  ได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว หนึ่งในนั้นที่ทำให้เกิดกระแสนี้ก็คือ จอร์จ คลูนีย์ ดาราแสดงนำจากหนังคุณภาพอย่างเรื่อง Ocean's Eleven (2001), Good Night, and Good Luck(2005), Michael Clayton(2007) และ Up in the Air(2009) นั่นเอง

 

                บทความชิ้นนี้ได้เจาะถึงภารกิจของจอร์จ คลูนีย์ ที่เข้าไปทำภารกิจเพื่อสันติภาพในประเทศซูดาน หลังจากที่เมื่อปี 2005 เขาได้อ่านบทความของนิโคลาส คริสตอฟคอลัมนิสต์ชื่อดังในนิตยสารนิวยอร์ก ไทม์ส ที่พูดถึงเหตุการณ์ที่ซูดานพร้อมกับบอกว่า "ดาราสามารถสร้างความสนใจในเรื่องการเมืองเพื่อที่จะทำอะไรสักอย่างในการ แก้ไขปัญหานี้"

 

 

                จอร์จคลูนีย์และบิดาของเขาจึงกระโดดเขามาทำภารกิจเพื่อมนุษยชาตินี้โดยพลัน จนเวลานี้ผ่านมา 5 ปีแล้วที่เขาเหยียบย่างมายังดินแดนแห่งความขัดแย้งนี้ ตั้งแต่ตอนที่เกิดสงครามกลางเมืองฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เมืองดาร์ฟูร์ของ ประเทศซูดาน(พ.ศ. 2546-2552) ถึงวันนี้ ประเทศนี้ได้ทำประชามติให้แบ่งแยกซูดานใต้ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวคริสเตียน ออกจากซูดานเหนือ ที่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิมอาหรับ อันเป็นทิศทางที่ดีในการเกิดสันติภาพ

 

                ปัจุจบัน จอร์จ คลูนีย์ก็ยังไปเยี่ยมเยียน เคลื่อนไหว และติดตามข่าวสารจากซูดานใต้อยู่ ที่เพิ่งผ่านมาก็ในช่วงเดือนมกราคม ที่การผจญภัยในกาฬทวีปของเขาทำให้เขาได้รับเชื้อไข้มาลาเรียเป็นของฝาก...

 

                สิ่งที่จอร์จ คลูนีย์ทำให้กับประเทศซูดาน เขาเริ่มต้นจากโจทย์ที่ว่า "การแก้ไขปัญหาของที่นี่ ไม่ควรจะทำเพียงแค่การโยนเงินเข้ามา" เขาจึงค่อยๆสานทอสิ่งที่เขาคิดในใจ จากการสร้างที่พัก ยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวซูดาน ไปจนถึงการใช้สถานะในการเป็นเซเลบริตี้ในการเป็นปากเป็นเสียงเพื่อสันติภาพ ของซูดานในเวทีภายในและเวทีโลก

 

                หากจะมองว่า อาชีพหลักของจอร์จ คลูนีย์ คือการเป็นดารา ส่วนงานเหล่านี้เป็นงานอดิเรก ก็นับว่าเป็นงานอดิเรกที่ค่อนข้างจะทะเยอะทะยานมากทีเดียว กับการทำงานในสไตล์นักการทูตแบบฟรีแลนซ์ทีไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ ของรัฐชาติตน ยามว่างเว้นจากกองถ่าย คลูนีย์ลงสนามที่ซูดานกับเหล่าผู้นำการต่อต้าน ตอนนั้น เขาต้องหิ้วปืนเอเค-47เอสไว้ที่ไหล่ของเขา แต่ในวันที่หนังของเขาเปิดกล้อง เขาต้องเปลี่ยนบทบาทมารับบทนักศึกแสดงและรับข่าวของทางซูดานผ่านอีเมล

 

                วันนี้ วันที่เทคโนโลยี เติบโตเต็มรูปแบบ คลูนีย์ก้าวหน้าไปอีกสเต็ป ด้วยการมีดาวเทียมจากกองทุนส่วนตัวที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้จาก www.satsentinel.org เพื่อใช้สอดส่องการเคลื่อนไหวของกองทัพทหารในพื้นที่ชายแดนระหว่างซูดาน เหนือและซูดานใต้ เพื่อเฝ้าระวังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ซึ่งคลูนีย์บอกว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้น ไม่ได้ผูกมัดอะไรกับองค์การสหประชาชาติและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา "ผมเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่มีกล้องอยู่สูงจากพื้นดิน 480 ไมล์ ผมเป็นปาปาราซีผู้ต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์"(I'm the anti-genocide paparazzi.)

 

 

                คลูนีย์บอกว่า "มันเป็นเรื่องยากมากที่ระบบเผด็จการทหารจะดำรงอยู่ได้ เพราะว่าพวกเราสามารถล้อมจับโครงสร้างเก่าๆแบบนี้ด้วยโทรศัพท์มือถือและ อินเตอร์เน็ต" "เซเลบบริตี้สามารถช่วยในการโฟกัสของสื่อมวลชน ในสถานที่ที่สื่ออาจจะละเลยความรับผิดชอบ พวกเราไม่สามารถที่จะเข้าไปกำหนดนโยบายได้ แต่พวกเราสามารถสนับสนุนนักการเมืองได้มากกว่าที่เคยเป็นมา" คลูนีย์เคยต้องนั่งรถปิกอัพไปที่ถนนสกปรกๆท่ามกลางสายตาจับจ้องของเหล่าทหาร หนุ่มที่ในมือถือปืนเอเค-47เอส ซึ่งสถานการณ์ตรึงเครียดเช่นนี้ ทำให้คลูนีย์ถึงกลับออกปากว่า "หากปาปาราซซีจะตามติดผมไปในทุกๆที่ ผมอยากให้พวกเขาตามมาที่นี่จริงๆ"

 

                ถึงตอนนี้ ประเทศซูดานใต้ที่คลูนีย์ดูแลอยู่ได้รับเอกราชแล้ว หลายเสียงเรียกร้องให้เขาทำงานทางด้านการเมือง แต่จอร์จ คลูนีย์ได้ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นไว้ว่า "พูดตามความจริงผมคิดว่าได้ทำดีที่สุดแล้ว ผมเหมาะกับบทบาทผู้ให้การสนับสนุนมากกว่า และกำลังมองหาคนที่เจ๋งกว่าผม เพื่อเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหา"

 

                การปฏิเสธการมีอำนาจทั้งที่อำนาจอยู่ในมือ นี่ล่ะ วิถีคนจริง วิถีรัฐบุรุษเซเลบริตี้ วิถีจอร์จ คลูนีย์!

 

 

รัฐบุรุษเซเลบริตี้ เทรนด์ของคนดัง?

 

                การที่คนดัง โดยเฉพาะดาราระดับฮอลลีวูด หรือนักร้องระดับรางวัลแกรมมี เข้ามาปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคมนั้น นับเป็นบทบาทใหม่ของเซเลบริตี้ที่น่าสนใจของศตวรรษนี้ เพราะด้วยความโด่งดังของพวกเขา เมื่อเข้าไปสนใจทำกิจกรรมในเรื่องใดแล้ว สื่อมวลชนจะตามไปส่องไฟให้ประเด็นที่พวกเขาติดตามอยู่ดูเด่นขึ้นมาพอดี แถมสิ่งที่พวกเขาทำไม่ใช่สิ่งที่ฉาบฉวยเหมือนกับตัดริบบิ้นเปิดงานเสียด้วย เพราะหากคนดังเหล่านี้สนใจในประเด็นใดแล้ว พวกเขาจะทำการบ้านมาดีพอที่เราจะเรียกว่าเขาคือผู้เชี่ยวชาญ

 

                และนี่ คือ เซเลบริตี้ ที่ยอมเปลี่ยนอารมณ์ในการเดินบนพรมแดง มาเดินบนพรมดำเพื่อสังคม...

 

 

                โบโน่...นัก ร้องนำแห่งวงร็อกระดับโลกสัญชาติไอริชอย่าง ยูทู ได้เคลื่อนไหว เรียกร้องความยุติธรรมของสังคมมาตั้งแต่ปี 1984 เมื่อเขาได้ร่วมกับพวกนักดนตรีคนอื่นในโครงการ Band Aid และได้ช่วยหาเงินนับล้านที่จะช่วยเหลือความอดอยากในแอฟริกา ปัจจุบันเขาก็ยังเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือในเรื่องหนี้สิน และโรคเอดส์ของชาวแอฟริกัน และทำแคมเปญ "Product RED" เป็นแบรนด์ เพื่อระดมทุนในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ในแอฟริกา

 

 

                ชอน เพนน์...ดารา ดังผู้นี้ ได้ก่อตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบแผ่นดินไหวในไฮติ เพื่อก่อสร้างที่อยู่ให้กับชาวไฮติ ในตอนนี้สามารถสร้างบ้านพักชั่วคราวให้กับชาวบ้านได้ถึง 50,000 หลัง พร้อมกับขยายการบริการทางสาธารณสุขให้ถ้วนทั่ว

 

 

                อลิเซีย คีย์ส...นักร้องแนวอาร์แอนด์บีชาวอเมริกันใจบุญได้ก่อตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอชไอวีในทวีปแอฟริกา

 

                แองเจลิน่า โจลี...เป็น ที่รู้กันว่า ดาราสาวสวยได้อุทิศตนเพื่อการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2001 เธอได้เดินทางทั่วโลกพร้อมกับคนคู่ใจอย่าง แบรด พิทท์ เพื่อทำภารกิจนี้มามากกว่า 20 ประเทศ และในตอนนี้ เธอกำลังจะตั้งกองทุนเพื่อต่อสู้กับความยากจนในดินแดนชนบทขึ้นมา

 

 

                ดอน ชีเดิล...ดารา เจ้าบทบาทจากหนังเรื่อง Hotel Rwanda (2004) ได้ร่วมเขียนหนังสือเรื่อง Not on Our Watch เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเมืองดาร์ฟูร์ ที่ซูดานแก่สาธารณะ รวมไปถึงได้แต่งตั้งกองทุนเพื่อต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ร่วมกับเหล่านัก แสดงเรื่อง Ocean's Thirteen ที่เขาเคยร่วมงานด้วย

 

 

                เบน แอฟเฟ็ก...ดารา ผู้นี้เคยเดินทางไปที่ประเทศคองโกเมื่อปี 2008 เพื่อรณรงค์ให้คนของที่นี้ตระหนักรู้ถึงเรื่องวิกฤติของมนุษยชาติที่เพิ่ม ขึ้นทุกวัน

 

 

                แมตต์ เดมอน...นอก จากในหนังของเขาเรื่อง Sahara ที่พูดถึงวิกฤติการขาดน้ำที่ทวีปแอฟริกาเหนือแล้ว หนุ่มหล่อเจ้าบทบาทได้ก่อตั้งกลุ่ม "H2O Africa" เพื่อจัดหาสินเชื่อเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในกาฬทวีป

 

 

                เจ้าชายวิลเลียม...เจ้าชายแห่งอังกฤษผู้นี้ ได้ทรงสนับสนุนกองทุนของโรงเรยีนในประเทศอูกานดา

 

 

อ่านเวอร์ชั่นข่าวได้ที่ http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1299055730&grpid&catid=12&subcatid

Comment

Comment:

Tweet

Hot!

#2 By Fronky on 2011-03-04 10:53

โชคดีที่เกิดมาบนแผ่นดินไทย
บทความดีค่ะHot!

#1 By คุณพู่ on 2011-03-03 18:54