127 Hours...มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบให้แพ้ แค่ธรรมชาติมันใหญ่มาก!

 

 
หลายสัปดาห์มานี้ รู้สึกห่อเหี่ยวใจอย่างบอกไม่ถูก ในข่าวคราวเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติในพรมแดนของโลกตั้งแต่นิวซีแลนด์จนมาถึงญี่ปุ่น ด้วยความที่รับสื่อมันทุกสื่อ ตั้งแต่สื่อเก่าอย่างโทรทัศน์ วิทยุ ยันหนังสือพิมพ์ ไปจนถึงสื่อใหม่ที่มีข่าวเว็บไซต์ ไลฟ์สตรีม ยูทูบ จนถึงเฟซบุ๊ค ที่ประโคมข่าวความสูญเสียที่เกิดขึ้น ความเวทนามันล้นจนเต็มหัวใจจนอยากจะหยุดรับสื่อเพื่อให้ได้หยุดคิดบ้าง  

แต่ในเมื่อมันหยุดคิดไม่ได้ ก็ต้องทำใจ ว่าธรรมชาติมันกว้างใหญ่มาก มนุษย์เป็นเพียงองคาพยพเล็กๆที่อิงอาศัยธรรมชาติอยู่ ถึงเวลาที่มนุษย์ต้องก้มหัวเคารพธรรมชาติกันอย่างจริงจังแล้ว

 

ส่วนคนที่ชีวิตไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกันไป เพราะอย่างไรเสีย “มนุษย์นั้นถูกทำลายได้ แต่แพ้ไม่ได้”...
 

หลังจากที่ผมดูหนังเรื่อง "127 Hours" งานกำกับของผู้กำกับดังอย่างแดนนี่ บอยล์(ผู้กำกับหนังออสการ์อย่าง Slumdog Millionare) มันทำให้ผมนึกถึงประโยคข้างต้นที่รจนาโดยนักเขียนรางวัลโนเบลอย่าง ปาป้า-เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ที่รำพึงรำพันประโยคนี้ผ่านตัวละครในวรรณกรรมชั้นเยี่ยมเรื่อง "The Old Man and the Sea"

 

ในเรื่องนี้ เฒ่าทะเลต้องต่อสู้กับปลามาร์ลินยักษ์อันเป็นตัวแทนของท้องทะเล ที่แม้ว่าจะยากลำบากขนาดไหน มนุษย์ผู้นี้ก็ยังไม่หยุดคิดที่จะต่อสู้กับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า จนในที่สุด แม้ว่าเขาจะอ่อนล้าทั้งกายและใจ แต่ผู้เฒ่าก็พิชิตทะเล พิชิตปลามาร์ลินศัตรูคู่บุญในที่สุด
  

  

  

 

พอมาถึง "127 Hours" ฉากหลังถูกเปลี่ยนจากท้องทะเลเป็นเทือกเขาบลู จอห์นแคนยอน ที่รัฐยูท่าห์ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างจากเรื่องจริงของยอดนักปีนเขาอย่าง อารอน ราลสตั้น ที่พยายามเอาตัวรอดจากการที่ตัวเองติดอยู่ในร่องเขาเป็นเวลา 127 ชั่วโมงหรือประมาณ 5 วัน

ด้วยการแสดงอันทรงพลังของเจมส์ ฟรังโก้ ผู้รับบทเป็นนักไต่เขาผู้โชคร้าย ทำให้เราได้เห็นภาวะบีบคั้นของตัวละครที่ต้องใช้สิ่งที่มีอยู่ในตัวอย่างจำกัดเพื่อรักษาตัวรอดจากการกักกันของธรรมชาติกับหินกว่าครึ่งตันที่ทับมือของเขาอยู่

ตัวหนังค่อยๆสำรวจจิตในของราลสตั้นผ่านมุมกล้องที่แสนหลากหลาย ทั้งมุมกล้องมุมมองปกติที่แสดงให้เห็นความพยายามของมนุษย์ที่จะอยู่รอดจากธรรมชาติที่โหดร้าย มุมมองในขวดน้ำที่ทำให้เห็นภาพการกลั้นความกระหายน้ำที่ต้องใช้ดื่มอย่างจำกัด แต่มุมกล้องที่น่าสนใจที่อยากจะขยายความสักนิดก็คือ มุมกล้องที่ถ่ายโดยกล้องวิดีโอ และมุมกล้องที่ถ่ายฉากแลนสเคป

  

 

มุมกล้องที่ถ่ายโดยกล้องวิดีโอ เกิดขึ้นในฉากที่ราลสตั้นกดวิดีโออัดภาพตัวเอง ซึ่งเต็มไปด้วยกระแสความคิดมากมายของตัวละคร ทั้งจิตใจอันคุ้มคลั่งของมนุษย์ที่พยายามเอาตัวรอด ทั้งการพูดถึงคนที่อยู่ข้างหลังเขาตั้งแต่เล็กจนโต อันเป็นที่มาของความครุ่นคำนึงจนเก็บไปฝันในแต่ละวัน ทั้งเรื่อง พ่อแม่ คนรัก เพื่อนฝูง ไปจนถึงเครื่องดื่มเม้าเท่น ดิว!

 

 

ส่วนกล้องที่ถ่ายภาพแลนสเคป ภาพที่มองเห็นคือ ภาพอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาของภูเขาในรัฐยูท่าห์ ทำให้เราเห็นว่ามนุษย์เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กน้อยของธรรมชาติเพียงเท่านั้น วิวทิวทัศน์ที่เห็นในหนังดูนิ่งสงบผิดกับท้องทะเลป่วนหรือคลื่นยักษ์ที่กวาดพัดทุกสิ่งจนไม่อาจจะพูดได้ว่า ธรรมชาติคือตัวร้ายตัวโกงในโลก เพียงแค่ว่า ธรรมชาติก็อยู่อย่างนั้นของมัน แล้ววันหนึ่งมนุษย์ก็เดินเข้ามาที่แห่งนี้ แล้วกลายเป็นผู้ถูกกระทำจากธรรมชาติ (หลังจากที่กระทำต่อธรรมชาติมานาน) สารสำคัญที่ทำให้เห็นว่า ธรรมชาติอยู่ดีๆของมันเองมานานก็คือ ประโยคที่ตัวเอกกล่าวโทษหันก้อนที่งับมือของเขาว่า "แกรอวันนี้มานานแล้วใช่ไหม ตั้งแต่วันที่แกเป็นอุกกาบาติหลายล้านปีตกลงมายังโลก แล้วเป็นหินก้อนนี้ จนวันที่ฉันมาที่นี่"

แต่ท้ายที่สุด แม้ว่ารอลสตั้นจะต้องทนทุกข์กับความโหดร้ายของธรรมชาติ ทั้งหนาว ทั้งหิว ทั้งเจ็บ แต่มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้พ่ายแพ้กับสิ่งใด พลังชีวิตของตัวละครตัวนี้จึงมีมากมายจนเขารอดชีวิตในชั่วโมงที่ 127 ในที่สุด

ก็บอกแล้วว่า “มนุษย์นั้นถูกทำลายได้ แต่แพ้ไม่ได้”เพียงแต่ว่า ในวันนี้ เราต้องหัดเคารพความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติกันเสียบ้าง ไม่ใช่เอะอะก็เจาะ ขุด เซาะ ระเบิด ทำลาย โลกใบนี้อยู่ร่ำไป

เป็นกำลังใจให้กับมนุษย์ทุกผู้คน โดยเฉพาะเครือญาติและผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์และญี่ปุ่น(รวมไปถึงที่อื่นๆบนพื้นโลก) ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอให้เราเข้าใจว่า สิ่งที่เราต่อสู้อยู่ ไม่ใช่ธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของการดำรงอยู่อย่างทรนงในฐานะมนุษย์ตัวเล็กบนโลกที่มันใหญ่มาก

สู้เขานะครับ กีวีและทาเคชิ!

 

 

edit @ 13 Mar 2011 11:23:19 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

Hot! ชอบเรื่องนี้เหมือนกันครับเจ๋งๆๆ
Hot! เขียนดีมากค่ะ เห็นด้วยนะคะ ถึงโลกจะเป็นยังไง เราก็ต้องอยู่ต่อไป

#1 By givgiw on 2011-03-13 17:26