Supersized: Strange Tales From A Fast-Food Culture

เมื่อวัฒนธรรมฟาสต์ฟู้ด ถูก “ป้ายสี” ในนิยายภาพ

 

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา สังคมที่มีการบริโภคสูงสุดระดับต้นๆของโลกอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้ถูกตั้งคำถามในเรื่องคุณภาพของอาหารผ่านภาพยนตร์สารคดีหลายเรื่องด้วยกัน อย่างเช่น Food , Inc (2008) ที่เข้าไปเจาะลึกเบื้องลึกของอุตสาหกรรมอาหารทั้งเนื้อสัตว์ไปจนถึงผักผลไม้ว่า มีความเลวร้ายในกระบวนการผลิตอย่างไรบ้าง ?

ก่อนหน้านี้ มีภาพยนตร์ที่น่าสนใจเรื่อง Super Size Me (2004) ที่วิพากษ์บริษัทอาหารฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่อย่าง แม็คโดนัลด์ได้อย่างเจ็บแสบ โดยในภาพยนตร์เรื่องนี้ นายมอร์แกน สเปอร์ล็อก ซึ่งเป็นทั้งผู้อำนวยการผลิตและผู้กำกับ ได้ทดลองทานอาหารชุดใหญ่หรือที่เรียกว่า เมนูซุปเปอร์ไซส์ (Supersize) ของร้านแม็คโดนัลด์โดยไม่ทานอาหารจากที่อื่นเป็นเวลา 30 วันติดต่อกัน แล้วลองเปรียบเทียบสภาพร่างกายก่อนและหลังการทานอาหารจานด่วนนี้ ปรากฏว่า หลังจากที่เขาทานอาหารจากร้านแม็คโดนัลด์ติดต่อกัน สุขภาพของเสปอร์ล็อกก็แย่ลงเรื่อยๆ

พอภาพยนตร์เรื่องนี้ ออกสู่สายตาสาธารณชน ทำให้เกิดกระแสต่อต้านการทานอาหารฟาสต์ฟู้ดส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง แม็คโดนัลด์ต้องถอดเมนูอาหารซุปเปอร์ไซส์อันอุดมไปด้วยแคลอรี แล้วเพิ่มเมนูเพื่อสุขภาพเพื่อลบภาพ “อาหารขยะ” อันเป็นภัยร้ายกับสุขภาพ

 

 

มาถึงตอนนี้ มอร์แกน สเปอร์ล็อก ได้กลับมา “ป้ายสี” วงการฟาสต์ฟู้ดอีกครั้ง ที่ว่าป้ายสีนั้น หมายถึงการป้ายสีสันให้กับ Super Size Me จนกลายเป็นนิยายภาพที่น่าอ่าน โดยใช้ชื่อว่า Supersized: Strange Tales From A Fast-Food Culture  

ที่มาที่ไปของนิยายภาพเรื่องนี้ก็คือ หลังจากที่ผ่านไป 6-7 ปี ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ออกฉาย ปรากฏว่ามีเรื่องเล่าจากทางบ้านทั่วโลกส่งถึงนายสเปอร์ล็อก ทั้งเรื่องราวของ การลดน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก, คุณภาพและความสะอาดของอาหาร, อุตสาหกรรมอาหาร และสภาพหลังเคาเตอร์ฟาสต์ฟู้ด

เรื่องราวที่หลังไหลมานี้ ไม่ได้หลั่งไหลมาแบบเสียเปล่า เพราะหลังจากที่นายสเปอร์ล็อกเพิ่งว่างเว้นจากการทำรายการเรียลริตีชุด “30 Days” (รายการนี้น่าสนใจตรงที่การนำผู้เข้าร่วมรายการไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ตัวเองไม่คุ้นชิน เป็นเวลา 30 วัน อย่างเช่น ให้ชาวคริสต์ไปอาศัยในบ้านชาวมุสลิม ให้ไปทำงานที่ได้ค่าแรงต่ำสุด หรือให้อาศัยในคุก เป็นต้น) จอมโปรเจ็กอย่างเขาก็จับมือกับเจเรมี บาร์โรล เพื่อเรียบเรียงเรื่องเล่าเหล่านี้ไปนำเสนอสำนักพิมพ์หนังสือการ์ตูนดังอย่างดาร์ก ฮอร์ส(Horse Horse) ซึ่งเห็นดีเห็นงามด้วย Super Size Me ฉบับนิยายภาพจึงถือกำเนิดขึ้นด้วยชื่อสุดยาวว่า Supersized: Strange Tales From A Fast-Food Culture (ซุปเปอร์ไซสด์ : เรื่องเล่าประหลาดจากวัฒนธรรมอาหารฟาสต์ฟู้ด)

  

 

 

 นิยายภาพเล่มนี้ แบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วนใหญ่ที่เล่าสลับกันไปมา ส่วนแรกก็คือ เรื่องราวจากภาพยนตร์เรื่อง Super Size Me อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหารฟาสต์ฟู้ดที่อ่านแล้ว อาจจะทานอาหารฟาสต์ฟู้ดด้วยรสชาติที่ไม่อร่อยเหมือนเดิม

ส่วนที่มาจากภาพยนตร์ ในเวอร์ชั่นนิยายภาพก็ยังคงโครงเรื่องแบบเดิม ที่เริ่มต้นจากความคิดแหวกแนวของมอร์แกน สเปอร์ล็อก ที่ใช้ร่างกายของตนเองในการทดลองอาหารที่ร้านแม็คโดนัลด์(แต่ในเวอร์ชั่นนิยายภาพคงกลัวโดนฟ้อง เลยเปลี่ยนชื่อเป็นแม็คโดปีย์(Mcdopey)แทน) ด้วยการตั้งกฎการทานอาหารที่นี่ไว้สามข้อได้แก่ ข้อ 1.ต้องทานแฮมเบอร์เกอร์ขนาดซุปเปอร์ไซส์ ซึ่งเป็นขนาดแฮมเบอร์เกอร์ที่ใหญ่ที่สุดในร้านเท่านั้น 2.อาหารที่ทานจะต้องเป็นอาหารจากร้านแม็คโดนัลด์เท่านั้น แม้กระทั่งน้ำเปล่า 3.ต้องทั้งอาหารทุกอย่างที่มีอยู่ในเมนูของร้านอย่างน้อยหนึ่งครั้ง และ 4.ต้องทานอาหารเหล่านี้อย่างน้อยวันละ 3 มื้อ กฎเหล็กทั้ง 4 ข้อนี้ สเปอร์ล็อกจะต้องปฏิบัติทุกวันเป็นเวลา 30 วัน

ก่อนที่จะลุยในดงอาหารแม็คโดนัลด์ สเปอร์ล็อกในวัย 32 ปีขณะนั้น ได้ตรวจสอบสภาพร่างกายของตัวเอง แล้วพบว่า สภาพร่างกายเขาปกติดีทุกอย่าง เขาสูง 6.2 ฟุต หนัก 165.5 ปอนด์ ความดันเลือด 120/80 น้ำตาลในเลือดและการทำงานของไตปกติ ระดับโคเลสเตอรอล 168 มีไขมันในร่างกายเพียง 11 เปอร์เซนต์

 

 

แต่พอหลังจากที่เขาทานอาหารจากแม็คโดนัลด์ทุกวันๆ จนครบ 30 วัน สภาพร่างกายและจิตใจของสเปอร์ล็อกกลับแย่ลง น้ำหนักของเขาเพิ่มขึ้น 24.5 ปอนด์ ระดับคอเรสเตอรอลในเลือดพุ่งขึ้นเป็น 230 ไขมันในร่างกายเพิ่มเป็น 18 เปอร์เซ็นต์ แย่ไปกว่านั้น การทานอาหารเหล่านี้ ทำให้เขาอารมณ์แปรปรวน มีปัญหาในเรื่องเซ็กส์ แถมไขมันยังไปสะสมที่ตับเพิ่มมากขึ้นจนเกือบจะอันตราย

ด้วยการทดลองสุดระห่ำของเขา ที่ต้องการพิสูจน์ในเชิงวิทยาศาสตร์ว่าอาหารของแม็คโดนัลด์ส่งผลเสียต่อร่างกายของเขาอย่างไรบ้าง? จึงทำให้ Super Size Me ส่งเสียงสะท้อนของผู้บริโภคได้อย่างทรงพลังที่สุดหากเทียบกับสื่ออื่นที่พุ่งเป้าโจมตีบรรษัทข้ามชาติอย่างแม็คโดนัลด์เช่นกัน

นอกจากเนื้อเรื่องในส่วนของภาพยนตร์แล้ว นิยายภาพเรื่องนี้ยังมีส่วนเรื่องเล่าเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหารฟาสต์ฟู้ดซึ่งถือว่าเป็นส่วนเติมเต็มในมุมมองที่ภาพยนตร์ไม่ได้กล่าวถึง เรื่องเล่าในส่วนนี้ แบ่งเป็นตอนๆ โดยมีนักเขียนการ์ตูนมือดีมาร่วมงานมากมาย อย่างเช่น ลูคัส เคตเนอร์, โทนี มิลเลียนแนร์, รอน ชาน และอีกมากมายหลายคน

ในแต่ละตอนที่พูดถึง เต็มไปด้วยความสนุกสนานจากทั้งในมุมมองของผู้บริโภคและพนักงานหลังเคาน์เตอร์ของร้านฟาสต์ฟู้ดที่อ่านแล้วอดที่จะขำไปด้วยไม่ได้

แต่หากมองไปไกลกว่าเสียงหัวเราะ สิ่งที่ชวนให้คิดก็คือ เรื่องคุณภาพอาหารของร้านฟาสต์ฟู้ดระดับใหญ่ข้ามชาติที่มักจะเสนอภาพต่อสื่อว่าเป็นร้านที่มีมาตรฐาน(ที่ดี)มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ว่าแท้จริงแล้วมีข้อบกพร่องอย่างไร? โดยเฉพาะในเรื่องความสะอาด จะเห็นได้ว่าหลายตอนที่เล่าในนิยายภาพเล่มนี้อาจจะทำให้ท่านกลืนอาหารฟาสต์ฟู้ดไม่ลง อย่างเช่น การมีหนอนในผัดสลัด มดที่อยู่ในน้ำอัดลม หนูที่ตายอยู่ในลังไก่ทอด มีตุ๊กแกอยู่ในสลัด ที่น่ากลัวที่สุดคือ เรื่องการมีเชื้อแบคทีเรีย อี. โคไล. ปนเปื้อนในกระบวนการผลิตแฮมซึ่งอาจจะทำให้เด็กคนหนึ่งถูกทำลายสมองจนถึงขั้นโคม่า!

 

               

อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ เรื่องเล่าจากหลังเค้าน์เตอร์ของคนทำงานที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด อันเป็นเหมือนแดนสนธยาสำหรับผู้บริโภค ในหลายตอน แม้จะดูเหลือเชื่อ แต่มันคงทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า อาหารที่เข้าปากเราอยู่ทุกวันนี้ มาจากกระบวนการที่ได้มาตรฐานหรือไม่? บางตอนในเล่ม พนักงานในร้านเล่นสนุกกับอาหารที่อยู่ในร้านอย่างเช่น การบีบซอส ขว้างขนมปังและแฮมใส่กันในตอนร้านปิดราวกับนี่คือเทศกาลสงกรานต์ พนักงานบ้างร้านก็เล่นเอาเถิดเอาล่อกับการสั่งน้ำมูกใส่พิซซ่าแล้วโพสต์ลงยูทูบ หรือที่เบาๆก็อย่างเช่น การที่พนักงานแอบเลียนิ้วตอนหยิบอาหารให้กับลูกค้า ล้วนแล้วแต่ทำให้อ่านนิยายภาพเล่มนี้ด้วยความรู้สึกสะอึกเป็นพักๆ

นี่ยังไม่รวมถึงกระบวนการแปรรูปเนื้อสัตว์ที่ดูไร้ความปราณี ตั้งแต่การเลี้ยงไก่และวัวในระบบปิดไปจนถึงการฆ่าสัตว์ที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย ทั้งใช้ไฟช็อตและรมควัน แต่หนังสือกลับบรรยายด้วยอารมณ์ขันกึ่งประชดว่า “ปฏิบัติกับสัตว์เหล่านี้ด้วยความเคารพและให้เกียรติ”

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า แม้ว่าอาหารฟาสต์ฟู้ดจะดูน่าหวาดหวั่นเพียงใด แต่ทำไมคนในหลายส่วนของโลกจึงโคตรรักและติดใจที่จะทานอาหารเหล่านี้อยู่เสมอ นิยายภาพ Supersized แจกแจงเหตุผลเป็นภาพการ์ดสีสวยผ่านหัวข้อที่ว่า “5 วิธีที่อุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ดปล้นสมองของคุณ”(Five Ways the Fast-Food Industry Hijacks Your Brain) ดังนี้คือ
ข้อ 1.อาหารฟาสต์ฟู้ดมักจะใช้ส่วนประกอบของอาหารมากมายเพื่อเพิ่มความอยากอาหารให้กับผู้ทาน อย่างเช่น การใช้ซอสและดิพ(Dip) เพื่อเพิ่มรสชาติในอาหาร ทำให้ทานอาหารด้วยความสนุกมากขึ้น
               
ข้อ 2.ทำให้อาหารนั้นเคี้ยวง่ายราวกับคนทานนั้นเป็นทารก ส่วนประกอบที่เคี้ยวยากของอาหารอย่างเช่น ไฟเบอร์หรือกระดูกอ่อนจะต้องถูกกำจัดออกไป ลองนึกถึงอาหารอย่างนักเก็ตส์ไก่ดูสิ
               
ข้อ 3.ด้วยการขนส่งที่แสนไกล ทำให้อาหารส่วนใหญ่จะเป็นอาหารสำเร็จรูปที่แช่แข็ง อย่างกุ้ง มันฝรั่ง หรือนักเก็ตส์ไก่ จะถูกนำไปทอดก่อนแล้วจึงนำมาแช่งแข็ง จากนั้นก็จะนำมาทอดใหม่อีกครั้งทำให้คุณทานอาหารที่มีแคลอรีสูงขึ้นอีก
               
ข้อ 4.อาหารฟาสต์ฟู้ดจะมีส่วนประกอบของน้ำตาลอยู่มากเป็นพิเศษ แต่มักจะหลบซ่อนอยู่ในส่วนประกอบภายในชื่ออื่น อย่างเช่น อาหารเช้าซีเรียล ที่บอกส่วนประกอบที่เป็นน้ำตาลอย่าง น้ำตาลทราย, น้ำตาลทรายแดง, น้ำตาลฟรักโตส, น้ำเชื่อม, น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย แยกออกจากกัน
               
ข้อ 5.ไก่หมักที่ใช้ประกอบอาหาร ใช้เข็มจำนวนมากที่ใส่สารละลายเกลือ น้ำตาล และไขมัน แทงเข้าไปในเนื้อไก่เพื่อเพิ่มรสชาติและให้ทานได้ง่าย

               

 ฟังดูแล้ว ชวนให้นึกถึงภาษิตที่ว่า “คุณเป็นในสิ่งที่คุณทาน” (You are what you eat.) คือ เราสามารถเลือกที่จะทานอาหารเพื่อให้เรามีสุขภาพที่ดีได้ แต่ปัญหาที่สำคัญก็คือ ภายใต้โครงสร้างอุตสาหกรรมอาหารที่เชื่อมโยงตั้งแต่คนปลูกยันคนผลิต เรามีโอกาส “เลือก” อาหารที่ดีให้กับชีวิตได้มากน้อยแค่ไหน? เพราะทุกวันนี้ สิ่งที่เราทานมีทั้งผักที่เต็มไปด้วยสารฆ่าแมลง เนื้อสัตว์ฉีดฮอร์โมน เครื่องปรุงอาหาร แถมยังต้องมาปวดหัวกับคุณภาพของอาหารฟาสต์ฟู้ดข้ามชาติที่นับวันจะมีอยู่ทั่วทุกหัวเมืองอีก

 

 เฮ้อ...ปวดหัว

 

***หากท่านมีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมป่วงๆของอาหารฟาสต์ฟู้ด สามารถส่งไปเล่าให้นายสเปอร์ล็อกฟังได้ที่ RealFastFoodStories@gmail.com เผื่อโชคดี เรื่องราวที่ท่านเล่าจะได้ "ป้ายสี" ลงในซีรี่ส์นิยายภาพ Supersized: Strange Tales From A Fast-Food Culture เล่มต่อไป

 

edit @ 28 Apr 2011 20:16:28 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

โห แน่นทั้งข้อมูลและเนื้อหา เขียนก็สนุก รวมเล่มได้เลยนะคะเนี่ยbig smile

#2 By jomkwan on 2011-05-19 11:28

ขอบคุณเรื่องราวดีๆ ที่มีมาเรื่อยๆ ครับ

#1 By บุษบาราคี (124.120.20.31) on 2011-05-08 19:03