Run, Bong-Gu, Run! ...”เมือง” ในแฮมเบอร์เกอร์ กับการวิ่งเข้าหาสิ่งเล็กๆที่เรียกว่า “บ้าน”

 

 

 

 

คำเตือน : ห้ามอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่อง “Run, Bong-Gu, Run!” ในวันเริ่มต้นทำงาน หลังจากที่กลับบ้านในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เทศกาลปีใหม่ และโอกาสหยุดยาววันอื่น

หลังจากได้มีโอกาสอ่านการ์ตูนสัญชาติเกาหลี(หรือที่คนเกาหลีเรียก Manhwa ซึ่งรากศัพท์เดียวกันกับมังงะ(Manga) คำใช้เรียกหนังสือการ์ตูนของคนญี่ปุ่น) ที่มีชื่อว่า “Run, Bong-Gu, Run!” ผลงานของบยอน บยอง จุน (Byun Byung-Jun) สิ่งแรกที่อยากทำก็คือ การเขียนฉลากคำเตือนในข้างต้นแปะไว้ตรงหน้าปกหนังสือการ์ตูนที่มีเนื้อหากรุ่นไปด้วยกลิ่นของความอบอุ่นเล่มนี้ทันทีในฐานะคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานที่กรุงเทพ การอ่าน “Run, Bong-Gu, Run!” ทำให้คิดถึงบ้านเป็นอย่างยิ่งนึกถึงทุ่งนากว้างๆ ที่เต็มไปด้วยสีเขียวในยามต้นข้าวเจริญเติบโต สลับกับสีเหลืองอร่ามยามข้าวออกรวงผล...
นึกถึงบ้านหลังไม่ใหญ่นัก แต่ไม่มีรั้วรอบขอบชิด ทำให้ไม่เกิดความรู้สึกว่า พื้นที่ของบ้านตัวเองถูกจำกัดแค่รั้วสี่เหลี่ยม...
นึกถึงพี่ป้าน้าอา แต่มักจะชวนไปหาปลาเป็นประจำ นึกถึงคนในหมู่บ้านที่รู้จักกันตั้งแต่หัวบ้านจนถึงท้ายบ้าน...
ผมนึกถึงอะไรอีกมากมาย ซึ่งคิดไปแล้วก็ขันตัวเอง เพราะ นี่เป็นเพียงภาพความโรแมนติก เป็นเพียงภาพฝันในอดีตของคนที่ไม่ยอมรับว่า คนต่างจังหวัดในทุกวันนี้ เขามีสมาร์ทโฟนใช้ มีรถซิตี้คาร์ขับกันทุกหัวระแหงแล้ว
แต่หากจะเป็นธรรมกับความคิดนี้สักนิด สำหรับคนที่เคยผ่านชีวิตแบบนี้ บางครั้งก็อยากจะเก็บมันไว้เป็นเสบียงความทรงจำที่แสนอบอุ่น ไว้แกะชมและชิมในยามอ่อนล้าจากการเดินทางเข้ามาล่าฝันกันในเมืองกันใช่ไหม?
ทุกวันนี้ ต้องยอมรับแบบจำยอมว่า “เมือง” คือแหล่งหลักในการก่อกำเนิดของปัจจัย 4 สำหรับคนที่ต้องการ “พอ” แค่นั้น แต่สำหรับคนที่มีความต้องการมากกว่านั้น เมืองยังสามารถสร้าง ปัจจัยที่ 5 ปัจจัยที่ 6 และปัจจัยในลำดับอื่นอีกหลากหลายไม่รู้จักจบสิ้น ข้อมูลที่น่าสนใจจากเว็บไซต์ของสำนักวิเคราะห์เทรนด์ชั้นนำของโลกอย่าง Trend Watching ก็คือ ตอนนี้มีประชากรครึ่งโลกประมาณ 3,000 ล้านคน อาศัยอยู่ในเขต เมือง ในทุกวันจะมีประชากรทั่วโลกเดินทางเข้ามาอยู่อาศัยในเขตเมืองถึงปีละ 180,000 คน ประเมินคร่าว ๆ เราจะเห็นคนเมืองหน้าใหม่เพิ่มขึ้นถึงปีละ 60 ล้านคน
ถนนทุกสายกำลังเดินเข้าสู่เมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้...
ปรากฏการณ์ที่ผู้คนพากันเดินทางเข้ามาสู่เมือง ไม่ได้ปรากฏอยู่เพียงในกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของไทยเท่านั้น แต่ยังมองเห็นในหัวเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงดินแดนแห่งเค-พ็อป กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ตามท้องเรื่องของ “Run, Bong-Gu, Run!” อีกด้วย
ช่วงเริ่มต้นไม่กี่หน้าของหนังสือเล่มนี้ เล่าเรื่องโดยใช้ภาพขาวดำที่แสนหม่นหมองเป็นหลัก เพื่อบอกเล่าความไร้ชีวิตชีวาของความเป็น “เมือง” ในช่วงหน้าหนาวที่ทั้งเมืองถูกปูไปด้วยหิมะของกรุงโซล มหานครของเกาหลีใต้
ภาพวิวตึกราม บ้านช่อง สะพาน ถนน รถไฟ และสิ่งก่อสร้างมากมายดูไร้สีสัน ไร้ความรู้สึก สอดคล้องกับภาพการเคลื่อนไหวของคนเมือง ที่เต็มไปด้วยความเฉยเมยกับความเป็นไปของคนรอบข้าง แม้เห็นคนป่วยก็ยังเลือกเพียงที่จะมองเท่านั้น

 

ท่ามกลางชีวิตในเมืองลักษณะนี้ มีสองแม่ลูกคู่หนึ่งเดินลงมาจากสถานีรถไฟ...ฝ่ายลูกถามคุณแม่ว่า “ป๊ะป๋าอยู่ที่นั่นใช่ไหมครับ?” คุณแม่ตอบกลับว่า “ใช่แล้ว”
คณแม่ : ฟังนะ บอง-กู มาม้าต้องไปโทรศัพท์ รออยู่ตรงนี้นะ
บง-กู : โทรหาใคร? โทรหาป๊ะป๊าหรือเปล่า?
คุณแม่ : ใช่แล้ว อยู่ตรงนี้ อย่าไปไหนนะ?
บง-กู ตอบรับคุณแม่ แต่ในขณะที่คุณแม่กำลังเดินไปที่ตู้โทรศัพท์ เด็กน้อยเรียกคุณแม่กลับมาพร้อมกับร้องบอกด้วยความใสซื่อว่า “ถ้าป๊ะป๋ามาที่นี่แล้ว เขาจะซื้อ ‘แฮมเบอร์เกอร์’ ให้ผมไหม?” คุณแม่ให้สัญญาว่า “แน่นอน เธอต้องการอะไร เขาจะซื้อให้ทุกอย่าง”
ในขณะที่คุณแม่กำลังโทรศัพท์อยู่นั้น ภาพที่เป็นขาวดำ ค่อยๆมีสีสันขึ้นมา พร้อมกับการปรากฏตัวของเด็กน้อยผู้หญิง ที่ภาพสีทำให้เรามองเห็นว่า เธอใส่เสื้อกันหนาวสีแดงสดใส กิริยาที่หนูน้อยกำลังทำก็คือ การค้นถังขยะ บง-กู มองด้วยความฉงน แล้วถามเธอว่า “เธอกำลังหาอาหารอยู่เหรอ?”
ไม่รู้ว่า เพราะความตกใจหรืออย่างไร เด็กหญิงจึงหยิบ “แฮมเบอร์เกอร์” ที่อยู่ในถังขยะ อันเป็นสิ่งที่บง-กูบอกว่าอยากลองชิมดู ขว้างใส่หน้าเด็กชาย แล้ววิ่งหนีไป
น่าคิดไหมว่า... “แฮมเบอร์เกอร์” อาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอันเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความเป็นเมือง ที่บง-กู อยากทานเป็นหนักหนา กลับหาได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ค้นหาในสถานที่ที่ทิ้งของไร้ค่าอย่าง ถังขยะ

 

 

การพบกันของเด็กน้อยชายหญิงทั้งสองคน ทำให้ปริศนาค่อยคลี่คลายว่า คุณแม่และบง-กูมาจากเมืองแฮนัม เพื่อตามหาพ่อของเด็กน้อยที่มาหางานทำในกรุงโซล แล้วไม่ยอมติดต่อกลับไปยังที่บ้าน ส่วนเฮมิ-หนูน้อยเสื้อแดง ถูกแม่ทิ้ง ทำให้เธอต้องมาอยู่กับปู่ ซึ่งเป็นขอทานผู้ใจดี
คุณแม่และบง-กู หลงทางท่ามกลางตึกใหญ่ในเมืองใหญ่แห่งนี้ ด้วยความเอื้ออารีของคุณปู่ ชายแก่พาคนทั้งคู่ไปยังตึกมิจูที่คุณแม่อ้างว่าเป็นที่ทำงานพ่อของบง-กู เมื่อไปถึงที่นั่น เธอจึงรับทราบว่า สามีของเธอตกงาน และไม่มีใครรู้ว่าสามีของเธออยู่ที่ไหน ?
คำว่า โชค มีอยู่ทุกที่ไม่เว้นแต่หัวเมืองใหญ่ที่มีคนเป็นล้านคน คุณปู่น้ำใจงาม ได้พาคุณพ่อของบง-กู กลับมาพบหน้ากับครอบครัวอีกครั้ง จึงได้ทราบว่า คุณพ่อประสบความล้มเหลวในการเข้ามาขุดทองในเมืองกรุง จนกลายเป็นคนไร้บ้านที่อาศัยอยู่ที่สถานีรถไฟเช่นเดียวกันกับคุณปู่
คุณแม่โน้มน้าวคุณพ่อ เลิกล้มความตั้งใจที่จะต่อสู้คนเดียวอยู่ในเมืองหลวง แล้วกลับบ้านของเราเสีย สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม ทั้งสามพ่อแม่ลูก จึงได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
เรื่องน่าจะจบเพียงเท่านี้ หากบง-กู ไม่ตะโกนสุดเสียงไปยังคุณปู่และเฮ-มิ ที่เดินจากไปหลังจากที่สามารถทำให้ครอบครัวนี้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว
“คุณปู่! อย่าไป! กลับมา!”
แล้วครอบครัวนี้ก็พยายามชวนคุณปู่และเฮ-มิ ทิ้งเมืองหลวงไว้เบื้องหลัง เพื่อเดินทางไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดินแดนแห่งทะเล
บง-กู บอกกับเฮมิว่า “ที่นี่หนาวมากนะ เธอรู้ไหมว่า ที่หมู่บ้านฉันอบอุ่นกว่าเยอะ แม้จะเป็นหน้าหนาว แต่ก็มีดอกไม้ขึ้นมาด้วยนะ ฉันมองเห็นมันตอนไปเก็บหอยกับยาย”
“หอยคือ อะไร?” เฮมิถาม..
“คือสิ่งที่เรากินมันได้ ที่ทะเลมีของกินอร่อยๆเยอะเลย ทะเลที่บ้านฉันให้มาก เธออยากไปเห็นทะเลหรือเปล่า?”
“อยากสิ”
คำตอบของเฮมิ ทำให้ทั้ง 5 ชีวิตหันหลังจากเมืองหลวง มุ่งสู่ดินแดนแห่งทะเลบ้านเกิดของบง-กู
...

 

“นกที่นี่บินแปลกๆนะครับ” บง-กูมองเห็นลักษณะการบินของนกที่กรุงโซลแล้วตั้งข้อสังเกตนี้ให้คุณปู่ฟัง
ชายแก่ค่อยๆอธิบายว่า ในเมืองมี “สายระโยงระยาง” อยู่มากมาย แล้วนกมักจะไปเกาะที่สายไฟหรือต้นไม้พวกนี้ เวลานกจะบิน มันไม่สามารถบินได้ เพราะเท้าของมันจะไปพันกับสิ่งเหล่านี้จนทำให้มันเจ็บเท้า...
ทัศนะของผมเอง นกในเมืองก็คงไม่ต่างอะไรกับคนต่างจังหวัดที่เดินทางเข้ามาทำงานในเมือง ต้องจากทุ่งนา ท้องทะเล ภูเขา และแม่น้ำกว้างๆ เพื่อที่จะมาทำงานในที่ที่มีตลาดแรงงานรองรับในเขตมหานคร(สำหรับคนเมืองที่อยู่ในเมืองแต่เกิด เขาจะคิดแบบนั้นไหน ผมไม่อาจทราบได้จริงๆ...)
“สายระโยงระยาง...” ที่จำกัดพื้นที่ของนกและทำให้เท้าของนกในเมืองเจ็บปวด มองในเชิงอุปมา สิ่งนี้เปรียบเสมือน ข้อจำกัดต่างๆของการใช้ชีวิตในเมืองของคน ตั้งแต่สิ่งที่เป็นรูปธรรมมองเห็นได้ก็เรื่อง คุณภาพชีวิต อย่าง ขนาดของห้องพักที่แสนคับแคบ ความคับคั่งของการจราจร และ ค่าครองชีพที่นับวันยิ่งถีบตัวสูงขึ้น ไปจนถึงข้อจำกัดในเชิงนามธรรม อย่างเช่น ความรู้สึกด้อยกว่าในเชิงโครงสร้างสังคม, ความแปลกแยกในพื้นที่ ทั้งความรู้สึกเหงาทั้งจากการคิดถึงบ้านเกิดและจากการใช้ชีวิตที่มีปฏิสัมพันธ์กับคน
แม้ว่าในบางตอน เมื่ออ่านแล้วเกิดความรู้สึกว่า เนื้อเรื่องดู ไร้เดียงสา ซื่อ และง่ายจนเกินไป ความสัมพันธ์ของตัวละครทั้ง 5 ตัวที่มีความเป็น “คนนอก” ของเมือง ต่างแสดงให้เห็นถึงน้ำจิตน้ำใจที่มีต่อกัน  คุณปู่ขอทานเต็มใจช่วยเหลือคุณแม่และบง-กูในการตามหาพ่อของบง-กูแบบไร้เงื่อนไข หรือความมีน้ำใจของครอบครัวบง-กู ที่ชักชวนคุณปู่และเฮมิเดินทางออกจากเมืองมองสู่ชนบทเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยครอบครัวนี้จะรับเลี้ยงเฮมิเป็นลูกสาวคนใหม่ของบ้าน ความเอื้ออารีเช่นนี้มันยากที่จะเชื่อว่า จะเกิดขึ้นในสังคมเมืองได้ง่ายดายขนาดนี้ โลกความเป็นจริง การพบกันอีกสามคน อาจจะเป็นเหรียญกลับด้าน หากเลือกที่จะมองโลกในแง่ร้าย
คุณแม่และบง-กู อาจจะถูกหลอกจากแก๊งมิจฉาชีพ คุณปู่ขอทานอาจจะไม่แยแสชีวิตคนอื่น เฮมิอาจจะกลายเป็นเด็กมีปัญหาในอนาคต  พ่อบง-กูอาจจะเลือกเป็นอันธพาลหลังจากที่ตกงาน...
แต่ถึงกระนั้น ใช่หรือไม่ว่า ปฏิสัมพันธ์ที่เราเห็นอยู่ในท้องเรื่อง ชวนให้เราฉุกคิดว่า อะไรคือ “คุณค่า” ที่ขาดให้ไปในสังคมเมือง?  มีสิ่งใดบาง ที่สามารถสลาย “สายระโยงระยาง” ที่พันกันยุ่งเหยิงในมหานครได้? ชุดคำถามอีกมากมายที่ตั้งคำถามโดยตรงในความสัมพันธ์ของคนต่างจังหวัดที่มุ่งหน้าเข้ามาสู่เมืองหลั่งไหลออกมาไม่หยุดหลังจากที่หน้าสุดท้ายของการ์ตูนที่แสนอบอุ่นเรื่องนี้ถูกปิดลง
ฉากท้ายๆ ที่บง-กู และ เฮมิ วิ่งแข่งกันที่ริมหาดทราย จึงบอกอะไรได้มากกว่าเกมการวิ่งเล่นของเด็กน้อยคู่นี้ เพราะสิ่งที่พวกเขาวิ่งหนีในที่นี้
อาจจะเป็นการวิ่งหนีในเชิงสัญลักษณ์ เด็กน้อยชายหญิงอาจจะพยายามวิ่งหนีความไร้ชีวิตชีวาและความสิ้นหวังที่เรียกว่า “สายระโยงระยาง” นี้อยู่ก็เป็นได้
คนเขียนบรรยาฉากที่เด็กสองคนวิ่งแข่งกันว่า “...สำหรับบง-กูแล้ว นี่ไม่ใช่แค่เกม”

 

อยู่ในเมืองอาจจะรู้สึกว่าหาแฮมเบอร์เกอร์ทานได้ไม่ยากนัก แต่หากวัดกันตัวต่อตัวกับอาหารในบ้านเกิดตัวเองที่แสนจะคุ้นชินลิ้น บางที ข้าวสวยก้นหม้อที่แม่หุงค้างไว้ที่ครัวหลังบ้าน อาจจะน่าสนใจกว่าแฮมเบอร์เกอร์(ที่อาจจะขายในร้านหรืออาจจะพบในถังขยะ) อันเป็นหนึ่งในผลิตผลของความเป็น “เมือง”
ถึงตอนนี้ คนต่างบ้านเมืองต่างเมือง คงอยากออกจากเมือง แล้วกลับไปหาความอบอุ่น ที่ “บ้าน” ของตนเองกันแล้วใช่ไหม?
เฮ้อ...แต่เงื่อนไขชีวิต อาจจะทำให้ได้แค่สามารถเดินทางกลับบ้านได้เพียงช่วงเทศกาลหยุดยาวเท่านั้น แต่ถึงอย่างไร ขออวยพรให้ทุกคนจงเข้มแข็งเพื่อที่จะต่อสู้กับชีวิตกับโลกที่เป็นอยู่จริงในวันพรุ่งนี้
หนังสือการ์ตูนถูกปิดลง วางไว้บนชั้นอย่างสงบ คนอ่านมีกำลังใจ ที่จะยืนหยัดอยู่ในโลกที่เป็นอยู่จริงต่อไป

 

 

 

 

edit @ 9 May 2011 13:21:32 by ณัฐกร เวียงอินทร์

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot!
เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านการ์ตูนมากๆ
แต่หาอ่านของต่างประเทศยาก

ดังนั้นขอบคุณมากนะคะที่อุตส่ารีวิวการ์ตูนดีๆของประเทศอื่นๆให้่อ่าน
เราจะได้เปิดหูเปิดตาเรื่องการ์ตูนให้มากๆ

อยากให้รีวิวเรื่องการ์ตูน(ที่ไม่ใช่ญี่ปุ่น)อีกค่ะ
จะติดตามอ่านนะคะbig smile

#2 By jomkwan on 2011-05-19 11:26

หนังสือภาพวาดสวยดี เนื้อเรื่องก็ดีด้วย big smile Hot! Hot! Hot!

#1 By i'am-toontoon on 2011-05-10 00:19