Kick-Ass

เกรียนหรือคนฝัน?...ดอน กิโฆเต้ เวอร์ชั่น Geek

                แม้ว่าโลกในยุคปัจจุบันจะไม่ได้เลวร้ายในระดับที่ความชั่วร้ายที่ถูกเปิดออกจากกล่องแพนโดร่าในเทพนิยายกรีก จะทำงานได้เต็มที่

                แต่ก็ต้องยอมรับใช่ไหมว่า ปัญหามากมายในโลกยังดำรงอยู่อย่างไม่มีวันจบสิ้น ตั้งแต่ปัญหาอาชญากรรม, สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงปัญหาความยากจน

                ชีวิตไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกันไป แต่ถ้าเหนื่อยที่จะดิ้น แต่ละคนย่อมมีกลไกในการจัดการกับปัญหารายรอบตัว...

                หลายคนจินตนาการถึงคนเก่ง คนดีที่จะเข้ามาปกป้องความชั่วร้ายในสังคม ที่ถูกเรียกเหมารวมว่า “เหล่าร้าย”

                การจินตนาการแบบนี้ จึงเป็นที่มาของ “ซุปเปอร์ฮีโร่”(ซึ่งในโลกเป็นจริงจะมีอยู่จริงหรือไม่ นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง) ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของเทพปกรณัม อัศวิน อภิมนุษย์ และอีกมากมายหลายแบบ

                แบบแผน “ซูปเปอร์ฮีโร่” ที่เรารู้จักกันในสมัยใหม่ ก็คือบุรุษจากดาวคริปตอน ผู้มีการแต่งกายเป็นเอกลักษณ์ อย่าง “ซูเปอร์แมน” ซึ่งแสนจะสมบูรณ์เพียบพร้อมไปด้วยหน้าตา ความสามารถ และพื้นฐานครอบครัว(บุญธรรม) จนดูเหมือนเดินตามความฝันแบบอเมริกัน(American’s Dream) อันแสนหอมหวาน

                นอกจากซูเปอร์แมนแล้ว ซูปเปอร์ฮีโร่อีกคนที่เป็นตัวแทนในคุณค่ากระแสหลักก็คือ “กัปตันอเมริกา” ที่เต็มไปด้วยความเป็นชาตินิยมที่พยายามปกป้องหวงแหนแผ่นดินแม่ที่มีชื่อว่า อเมริกา

                คุณค่าที่เป็นสากลเหล่านี้ ถูกตั้งคำถามผ่านฮีโร่ในอีกลักษณะหนึ่งที่มองเห็นข้อจำกัดในสังคมด้วยมุมมองอันหลากหลาย...ทั้งประเด็นสิทธิมนุษยชนผ่านซูปเปอร์ฮีโร่ที่ผ่าเหล่าทางพันธุกรรมอย่างเอ็กซ์เมน, คุณภาพชีวิตของชนชั้นกลางระดับล่างในมหานครนิวยอร์ค อย่างกรณีของสไปเดอร์แมน ไปจนถึงสภาวะการใช้อำนาจนอกระบบในเมืองก็อธแธม ผ่านซูปเปอร์ฮีโร่ผู้มีปมดำมืดในจิตใจอย่าง แบทแมน

Kick-Ass เป็นกราฟิก โนเวล(Graphic Novel) อีกเรื่องหนึ่ง ที่บอกเล่าสภาวะของซูปเปอร์ฮีโร่ในยุคที่ผู้คนหมกมุ่นอยู่แต่ในโลกออนไลน์ได้อย่างคมคาย จนถูกนำมาสร้างเป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์ขึ้นในปี 2010 โดยกราฟิก โนเวลเรื่องนี้ เป็นผลงานการเขียนบทของมาร์ค มิลล่าร์ และได้จอห์น โรมิตา จูเนียร์มาวาดประกอบ ซึ่งเต็มไปด้วยฉากความรุนแรงในระดับที่เลือดกระฉูดภาพสี่สี

                เนื้อหาของหนัง พูดถึง เดฟ ไลซูว์สกี้ เด็กนักเรียนในมหานครนิยอร์ค เขาเป็นแฟนพันธุ์การ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ ในโลกความเป็นจริง เดฟ ไม่ใช่คนที่ป๊อบปูล่าร์ในหมู่เพื่อนนักเรียนนัก แถมครอบครัวของเขาก็ตกอยู่ในสถานะการณ์ลำบาก เพราะว่าแม่ของเขาเสียชีวิตจากอาการเส้นเลือดในสมองแตก ทิ้งให้พ่อต้องมีภาระเลี้ยงเขาเพียงคนเดียว

เดฟจึงสร้างตัวตนของเขาขึ้นมาอย่างเงียบๆ ผ่านการใช้สื่อออนไลน์ ในการจัดหาเสื้อผ้า หน้ากาก จากเว็บไซต์อีเบย์ เพื่อมาแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นซูเปอร์ฮีโร่แบบหลุดโลกในนาม "คิก-แอส"

            

ในโลกแฟนตาซี ฮีโร่สามารถเหาะเหินเดินอากาศโชว์หล่อปราบเหล่าร้ายได้อย่างสะดวกดาย แต่ในโลกแห่งความจริง คิก-แอสกลับเป็นเพียงเด็กนักเรียนที่ไม่มีพละกำลังที่ใช้ต่อสู้กับบรรดาเหล่าอันธพาล เขาริอ่านทำในสิ่งที่ยากเกินไปสำหรับตัวเขาเอง จนผลลัพธ์ที่ได้คือเลือดตกยางออกเข้าโรงพยาบาลในระดับโคม่า (ที่น่าขันก็คือ หนึ่งในสาเหตุของอาการบาดเจ็บของเขาก็คือ การถูกรถชนแล้วผู้กระทำกลับปัดความรับผิดชอบแล้วหนีไปอย่างหน้าตาเฉย)

หลังจากที่เขาพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บหนักจนต้องพักการเรียนอยู่หลายเดือน เดฟปฏิญาณว่า จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเป็นซูปเปอร์ฮีโร่อีก แต่ที่สุดแล้ว ตัวเขาเองก็ทนกลิ่นหอมหวลของชุดยูนิฟอร์มซูปเปอร์ฮีโร่ไม่ไหว เดฟจึงกลับมาเป็น “คิก-แอส” อีกครั้ง

จนเมื่อครั้งหนึ่งของการ "พิทักษ์โลก" คิก-แอสได้เข้าไปต่อสู้กับกลุ่มอันธพาลเชื้อสายเปอร์โตริกันเพื่อปกป้องชายคนหนึ่ง ท่ามกลางกล้องจากมือถือที่รุมถ่ายเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งเขาทำได้ดีจนโด่งดังเพราะคลิปภาพของเขาถูกถ่ายทอดผ่านยูทูบแล้วผู้คนเข้าไปดูอย่างถล่มทลาย

ผลที่ตามมาก็คือ การแต่งตัวและพฤติกรรมแบบ “ซูปเปอร์ฮีโร่” กลายเป็นวัฒนธรรมย่อย(Subculture) ที่ผู้คนพากันจับตาผ่านโซเชียลมีเดีย ส่วนตัวเดฟที่อยู่ภายใต้เปลือกของ “คิก-แอส” เอง กลับกลายเป็นซูปเปอร์ฮีโร่ในยุคใหม่ที่คนในโลกไซเบอร์บอกกล่าวเล่าขานอย่างไม่รู้จบ ซึ่งขัดกับตัวจริงของเดฟ ที่ถูกกระแสข่าวลือว่าเขาเป็นเกย์ จนผู้หญิงที่เขาแอบชอบให้ความไว้วางใจในการคบหา ในฐานะเพื่อนหญิง

เรื่องราวเข้มข้นขึ้นอีก เมื่อคิกแอสได้พบกับซูเปอร์ฮีโร่ผู้มีพลังอย่างแท้จริง นั่นคือคู่พ่อ-ลูก อย่าง “บิ๊กแดดดี้” และสาวน้อยมหัศจรรย์ “ฮิต-เกิร์ล” คิกแอสจึงได้เรียนรู้วิถีการเป็นฮีโร่ของจริง ที่เจ็บจริง ไม่อิงตัวแสดงแทน

...

ใครที่หมกมุ่นในโลกอินเตอร์เน็ต ย่อมที่จะเคยได้ยินศัพท์คำว่า “เกรียน”

"เกรียน" จะเป็นศัพท์ไทยยุคใหม่ที่ดูจะเข้ากันกับบุคลิกของคิก-แอส อย่างเหมาะเหม็ง แต่ก่อนที่โลกจะพบกับความมหัศจรรย์และความยอกย้อนของการสื่อสารไร้พรมแดนอย่างทุกวันนี้ โลกเราได้มี "เกรียน" เกิดขึ้นมาตั้งนานแล้ว

เกิดปริศนาขึ้นในหัวแล้วล่ะสิ ว่าเขาเป็นใคร ?

"เกรียน" ที่ว่าเกิดขึ้นเมื่อ 400 ปีที่แล้ว ผ่านนิยายเรื่อง ดอน กิโฆเต้ (Don Quixote) วรรณกรรมสเปนระดับโลกของ มิเกล์ เด เซร์บันเตส นั่นเอง...

ในยุคสมัยนี้ เดฟอ่านการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ แต่ในยุคนั้น ชายแก่ ดอน กิโฆเต้ อ่านนิยายอัศวินที่มีอยู่เต็มบ้านจากการขายที่ดินซื้อ จนหลงคิดว่านี่เป็นเรื่องราวจริงจัง เขาจึงสร้างเกราะและหมวกจากกระดาษแข็ง แล้วควบม้าผอมโซออกไปปฏิบัติภารกิจตามวิถีของอัศวินในที่สุด

แม้ว่าภารกิจของเขาจะเกรียนเพียงใด อย่างเช่น มีอยู่ตอนหนึ่งที่สู้กับกังหันลมเพราะคิดว่าเป็นสัตว์ประหลาด แต่ดอน กิโฆเต้ ก็เลือกที่จะเดินทางตาม "ความฝัน" ผ่านเสียงหัวเราะของคนหลายคน ฟังดูแล้วอาจจะตลกขื่นอยู่ในที หากจะถามว่า คนที่ยืนหัวเราะอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ มีสิทธิอะไรที่จะไปวิจารณ์ความฝันของคนอื่น ?

ยิ่งย้อนกลับมาดู ฉากที่คิก-แอสกำลังต่อสู้ แล้วทุกคนควักมือถือออกมาเก็บภาพไว้ราวกับทุกคนเป็นพวกกี๊ก(Geek) ซึ่งหมายความถึงจอมหมกมุ่นในเทคโนโลยี แทนที่จะกดโทรศัพท์หาตำรวจเพื่อให้ช่วยคลี่คลายเหตุการณ์

ก็เหมือนกับตัวหนังสือเองกำลังหัวเราะเยาะคนที่คิดว่าตัวเอง "ปกติ" ในโลกความจริง ว่าท้ายที่สุดแล้ว แม้แต่ความคิดที่จะช่วยโลกยังไม่มีเลย เพราะมัวแต่สนุกอยู่กับการมองความรุนแรงเป็นภาพบันเทิงผ่านวัฒนธรรมเรียลิตี้

น่าคิดและน่าขันว่า ในยุคที่สื่อมีมากมายหลากหลายจนข่าวสารจะล้นโลก ล้นสมองอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นในโลก บ่อยครั้งที่เราเป็นเพียงผู้มีอารมณ์ร่วมในเหตุการณ์

บางครั้งเราทำได้เพียง กดคลิก “ชอบใจ” เพื่อร่วมช่วยกันบริจาคเล็กๆน้อยๆ โดยมีฉากหลังเป็นภาพลักษณ์ของบริษัทที่แคะเงินในกระเป๋ามากบริจาค

คนเก่ง คนดี คนฝัน...เลยยังคงลอยอ้อยอิ่งเป็นวุ้นให้เราระลึกถึง แบบซูปเปอร์ฮีโร่เท่านั้น

แต่ตราบใดที่สิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ในหีบนี้ที่ตำนานว่าไว้คือ “ความหวัง”...ซูปเปอร์แมนอาจจะมีจริงได้ในสักวันหนึ่ง

                เพียงแค่ว่า ในวันที่ยังไม่มี ตัวเราเองควรจะเข้มแข็งพอที่จะเดินทางบนโลกใบนี้ต่อไป

                เราทำอะไรกันได้มากกว่านี้ ใช่ไหม?...

 

edit @ 24 Aug 2011 16:48:23 by ณัฐกร เวียงอินทร์